บทบาทของสตรีในการทำนุบำรุงส่งเสริมพระพุทธศาสนา PDF พิมพ์ อีเมล

บทบาทของสตรีในการทำนุบำรุงส่งเสริมพระพุทธศาสนา

เสนอต่อคณะอนุกรรมาธิการด้านการศาสนา ในคณะกรรมาธิการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สภานิติบัญญัติแห่งชาติ

ภิกษุณีธัมมนันทา (รศ.ดร.ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์)

วันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๖๐  เวลา ๑๔.๐๐-๑๕.๓๐ น.

ห้องประชุม ๒๓๐๓ ชั้น ๒๓ อาคารสุขประพฤติ

ในการทำความเข้าใจกับบทบาทของสตรีนั้น  เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่มีประชากรเป็นชาวพุทธถึง ร้อยละ ๙๕ มากกว่าประเทศอื่นใดในโลก (ประเทศพม่า อันดับสอง มีประชากรชาวพุทธร้อยละ ๘๗) ในการพิจารณาเรื่องบทบาทของสตรีในการทำนุบำรุงและส่งเสริมพุทธศาสนาจึงเป็นเรื่องสำคัญ

ความงดงามของพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะในเรื่องการส่งเสริมฐานะสตรีจะปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้น หากได้มีการศึกษาเปรียบเทียบกับฐานะของสตรีในอินเดียก่อนพระพุทธศาสนา

ข้อมูลในคัมภีร์มนูธรรมศาสตร์แม้ว่าจะเป็นงานที่เขียนขึ้นในสมัยหลังจากที่พระพุทธศาสนาอุบัติขึ้นแล้วก็ตาม ก็ยังใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงให้เราได้เห็นภาพของสตรีอินเดียสมัยโบราณได้ 

ฐานะของสตรีในอินเดียนั้น กำหนดให้อยู่ในความคุ้มครองดูแลของบิดา เมื่อแรกเกิด และอยู่ในความคุ้มครองของสามี เมื่อครองเรือน  ครั้นเวลาแก่เฒ่า นางต้องอยู่ในความคุ้มครองของบุตร

ผู้หญิงจึงมีค่าเปรียบดังสมบัติของชายเสมอมา  ในเวลาแต่งงาน ผู้เป็นบิดาจำเป็นต้องหาคู่ครองที่ดีให้แก่ธิดา  โดยการตั้ง dowry ที่มีราคาสูง จึงจะได้สามีที่ดีให้แก่ธิดาของตน  ชาวอินเดียจึงไม่ปรารถนาที่จะได้ลูกสาว เพราะถือเป็นการลงทุนที่สูญเปล่า   นอกจากต้องแต่งงานลูกสาวไปสู่ครอบครัวของฝ่ายสามีแล้ว  ก็ยังต้องลงทุนในการวางเงินสินสอดทองหมั้นด้วย  คุณค่าของสังคมในอินเดียเป็นเช่นนี้  ปัจจุบันจึงเกิดปัญหาสังคมเรื่องการทำแท้งเด็กในครรภ์เพราะสามารถตรวจสอบเพศของทารกได้ เมื่อรู้ผลว่าเด็กเป็นหญิง มีพ่อแม่บางคนที่ไม่ต้องการรับภาระดังกล่าวจึงเลือกที่จะทำแท้ง  ในระยะยาวเกิดปัญหาทางสังคมอีกแบบหนึ่ง คือ มีแต่ประชากรผู้ชายมาก ขาดสมดุล

ครั้นเวลาเกิด หากเป็นหญิง บิดามารดาจะสนใจดูดวงของทารกหญิงที่เกิดว่า ดวงปัตนิ คู่ครองเป็นอย่างไร  เพราะชีวิตของลูกผู้หญิงจะขึ้นอยู่กับคู่ครองที่เรียกว่า สามี แปลว่า ผู้เป็นเจ้าของ นั้นเอง  ผู้หญิงไม่มีค่าในตัวเอง   จึงต้องมีความภักดีต่อสามีเป็นที่สุด หากดวงของลูกสาว ปัตนิไม่ดี พราหมณ์จะแนะนำวิธีการให้ปฏิบัติเป็นการเสริมดวง เช่น ให้บูชาพระอาทิตย์ทุกเช้าวันศุกร์ และงดอาหารเนื้อสัตว์ เป็นต้น

แม้แต่การมีลูก หากภรรยาไม่สามารถให้กำเนิดบุตรชายแก่ครอบครัวสามีได้  บางกรณีสามีจะใช้เป็นเงื่อนไขที่สามีสามารถจะแต่งงานใหม่ได้  แน่นอน นั่นหมายถึงสามารถเรียกเงินสินสอดทองหมั้นจากครอบครัวของเจ้าสาวคนที่สองได้อีก

ในบางครอบครัว แม้แต่งงานมาแล้ว บิดามารดาของฝ่ายหญิงไม่สามารถหาเงินทองมาให้ได้ตามที่ตกลงกัน  ก็จะได้ยินคดีที่เรียกว่า อุบัติเหตุในครัว kitchen accident ที่ภรรยาถูกไฟคลอกตาย หลายครั้งเป็นความจงใจของฝ่ายสามี  เรื่องนี้ มีการศึกษาเป็นกรณีศึกษาเปิดเผยอย่างเป็นทางการมาแล้ว

ในบริบทเช่นนี้  เมื่อพระพุทธองค์ประกาศพระธรรม  ทรงมีความชัดเจนว่า นอกจากไม่ถือวรรณะ เชื้อชาติ สีผิว แล้ว พุทธศาสนายังสามารถก้าวข้ามความแตกต่างทางเพศด้วย  ความข้อนี้ปรากฏชัดเจนเมื่อพระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้ผู้หญิงออกบวชได้  เพราะผู้หญิงสามารถบรรลุธรรมได้ ตั้งแต่ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี และอรหันต์ (ภิกขุนีขันธกะ วินัยปิฎก)

เอกลักษณ์ของศาสนาพุทธที่โดดเด่นมากก็คือในการบรรลุธรรม อันเป็นเป้าหมายทางจิตวิญญาณอันสูงสุดของพุทธศาสนานั้น  ไม่มีข้อจำกัดในเรื่องวรรณะ เชื้อชาติ สีผิว และเพศ

ไม่มีศาสนาใดที่ประกาศจุดยืนนี้มาก่อน  จึงทำให้พุทธศาสนาโดดเด่นตั้งแต่บัดนั้น จนถึงบัดนี้

สตรีชาวอินเดียภายใต้ศาสนาพราหมณ์สามารถจะมีความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณได้วิธีเดียว คือ ต้องมีความภักดีในสามีเป็นที่สุด  ในขณะที่ศาสนาพุทธระบุว่า นางสามารถบรรลุธรรมได้ด้วยตัวของนางเอง  เช่นนี้ ผู้หญิงจึงปลดเปลื้องพันธนาการของชีวิตภายใต้ศาสนาพุทธอย่างสมบูรณ์  นั่น หมายถึง นางไม่จำเป็นต้องแต่งงาน  นางก็สามารถบรรลุธรรมได้ด้วยตัวของนางเอง  นางไม่ต้องมีลูก เพื่ออาศัยลูกขึ้นสวรรค์ ในทางตรงกันข้าง นางสามารถเลือกวืถีชิวิตของนางเอง โดยไม่ต้องผ่านสามี หรือ บุตร

ศาสนาพราหมณ์ เชื่อว่า สามีภรรยาที่ไม่มีบุตร (ลูกชาย) เวลาตายจะไปตกนรกขุม ปุตตะ  เพราะฉะนั้น ที่วัดปศุบดีนาถ ในเนปาล จึงมีพิธีว่าจ้างผู้ชายให้ทำหน้าที่แทนลูก ในกรณีที่คนตายไม่มีลูกชาย

บิดามารดาที่มีลูกสาว แต่ไม่จัดการแต่งงานลูกสาว ก็จะมีความผิดทางศาสนา หรือหากลูกสาวไปมีมลทินบิดามารดาก็ต้องรับโทษนั้น  เพราะฉะนั้น ชาวฮินดูในเนปาลจึงมีพิธีแต่งงานลูกสาวตั้งแต่อายุ ๙ ขวบ  เพื่อเป็นการทำพิธีทางศาสนาให้ขึ้นชื่อว่าลูกสาวได้แต่งงานออกไปแล้ว พิธีนี้ ใช้สัญลักษณ์คือผลมะขวิด แทนเจ้าบ่าว  แต่เชิญพราหมณ์มาทำพืธี เชิญแขกมาในงาน เช่นเดียวกับการแต่งงานกับเจ้าบ่าวจริง

ในบริบทของพุทธ สิ่งที่กล่าวมาเหล่านี้ไร้ความหมายไปหมด  ผู้หญิงต้องพึ่งตนเองในการบรรลุธรรม  แม้ความคิดเรื่องให้ลูกชายบวชเพื่อมารดาจะได้เกาะชายจีวรลูกชายไปสวรรค์ ก็เป็นการตอกย้ำความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ที่พระพุทธองค์พาเราก้าวข้ามมาแล้วทั้งสิ้น

เมื่อทำความเข้าใจกับฐานะของสตรีโดยการเปรียบเทียบกับบริบทเดิมดังนี้ จะเห็นว่า สตรีภายใต้พุทธศาสนาก้าวกระโดดมาจากความเป็นอยู่เดิมอย่างหน้ามือเป็นหลังมือทีเดียว

จึงไม่แปลกใจเลยเมื่อพบว่ามีสตรีเป็นจำนวนมากออกบวชในสมัยพุทธกาล

บทบาทหน้าที่ของสตรีในพุทธศาสนา

เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณได้ไม่นาน มารก็มาทูลขอให้พระพุทธองค์ทรงพิจารณาดับขันธ์ปรินิพพานเสีย  ในขณะนั้น ทั้งภิกษุ ภิกษุณี ยังไม่เกิด พระพุทธองค์ทรงมองเห็นว่า ศาสนาของพระองค์จะเจริญก้าวหน้ายั่งยืนไปได้ ทั้งหญิงชาย ต้องเข้ามามีบทบาท เมื่อแบ่งหญิงชาย เป็นขวา ซ้ายแล้ว  ทรงแบ่งบนล่าง นั่นคือ ชายที่บวช กับชายที่เป็นฆราวาส หญิงที่บวช และหญิงที่เป็นฆราวาส ชายที่บวชเรียกว่า ภิกษุ หญิงที่บวชเรียกว่าภิกษุณี

เช่นนี้ พุทธบริษัท ๔ ของพระองค์จึงมีความชัดเจนและได้สมดุลย์กับสภาพความเป็นจริงในสังคม  ในการประดิษฐานพุทธบริษัท ๔ นั้น ทรงมอบหมายหน้าที่ด้วย ให้พุทธบริษัททั้งสี่

ศึกษาพระธรรมคำสอน  น้อมนำไปปฏิบัติ และหากมีคนนอกจ้วงจาบสามารถปกป้องพระศาสนาได้ โครงสร้างในการที่จะพิจารณาว่า หน้าที่ของชาวพุทธควรจะมีอะไรบ้าง จะสามารถดึงมาได้โดยตรงจากความคาดหวังของพระพุทธองค์เมื่อตอนที่ประดิษฐานพุทธบริษัท ๔

พระพุทธองค์บอกกับมารว่า จะรับคำทูลให้เสด็จสวรรคตเมื่อพุทธบริษัทของพระพุทธองค์ตั้งมั่นดีแล้ว

ครั้น ๔๕ ปี ผ่านไป  คราวนี้มารมาเฝ้าพระพุทธเจ้าอีกและทวงถามว่าบัดนี้ พระศาสนาตั้งมั่นแล้ว พุทธบริษัทที่สี่ของพระพุทธองค์ก็มั่นคงแล้ว  สมควรแก่เวลาที่พระพุทธองค์จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน คราวนี้ พระพุทธองค์ทรงรับคำทูลของมาร และทรงกำหนดว่าจะปลงอายุสังขาร ๓ เดือน หลังจากนั้น

บทสนทนาของพระพุทธองค์กับมารนี้ เป็นหลักฐานหนึ่งที่เราอาจจะเชื่อได้ว่า พุทธบริษัทของพระพุทธองค์มั่นคงจริง

ในบทความนี้จึงจะได้ศึกษาและนำเสนอบทบาทและหน้าที่ของสตรีในสองสถานะ คือ ภิกษุณีและ อุบาสิกา  โดยแยกเสนอเป็นสองช่วงเวลา  ในช่วงแรกเป็นบทบาทหน้าที่ในสมัยพุทธกาล  และช่วงหลัง จะเป็นการศึกษาในบริบทสังคมปัจจุบันในประเทศไทย

บทบาทหน้าที่ของสตรีในฐานะภิกษุณีในสมัยพุทธกาล

ขณะที่พระมหาโพธิสัตว์บำเพ็ญทุกรกิริยาอยู่ถึง ๖ ปีนั้น เมื่อทรงตระหนักว่าการทรมานตนมิใช่หนทางที่พบคำคอบที่เสด็จออกมาแสวงหา กล่าวคือ ทำอย่างไรที่จะพ้นทุกข์จากการแก่ เจ็บ และตาย  จึงหันมาเสวยพระกระยาหารอีก  อาหารมื้อแรก เป็นข้าวมธุปายาสที่นางสุชาดานำมาถวาย ให้พระมหาโพธิสัตว์ คืนพระกำลังวังชาขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

ขั้นตอนที่พระพุทธองค์ทรงเตรียมความพร้อมทางกาย เพื่อการตรัสรู้ธรรมนั้น  เราก็ได้เห็นบทบาทสำคัญของสตรีที่เข้ามาถวายพระกระยาหารได้อย่างชัดเจน

เมื่อพระพุทธองค์ตรัสรู้ธรรมแล้ว เกิดพระภิกษุสงฆ์ขึ้นในพระศาสนาแล้ว ๕ ปี พระพุทธองค์เสด็จกลับไปกบิลพัสดุ์เป็นครั้งที่สองเมื่อพระเจ้าสุทโธทนะราชบิดาประชวร ทรงทำหน้าที่ทั้งในบทบาทของพระราชโอรสที่ดูแลพระราชบิดาทางกาย ขณะเดียวกันก็ทรงทำหน้าที่ในบทบาทของพระพุทธเจ้าผู้ทรงค้นพบหนทางแห่งการพ้นทุกข์ทางใจ  และในการถวายพระธรรมโอสถให้แก่พระราชบิดาในวาระสุดท้ายนั้นเอง  ที่พระพุทธองค์ทรงทำหน้าที่อันสูงสุดของบุตรที่พึงให้แก่บิดา นั้น คือ ช่วยปลดเปลื้องให้พระราชบิดาพ้นทุกข์ทางใจโดยสิ้นเชิงได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ก่อนที่จะสวรรคต

พระแม่น้านางมหาปชาบดี  ประทับอยู่ข้างพระวรกายของพนะราชสวามี ได้รับฟังธรรมโอสถไปพร้อมๆกัน จนได้บรรลุ โสดาบัน

ครั้นเมื่อเสร็จภารกิจอันพึงมีต่อพระราชสวามีแล้ว จึงขอออกบวชกับพระพุทธเจ้า  พระพุทธองค์ทรงเห็นถึงความยากลำบากของชีวิตการเป็นภิกษุ  ด้วยความเมตตาในพระแม่น้านางฯจึงทรงยับยั้งความคิดของพระนางไว้ในเบื้องต้น  ต่อเมื่อพระนางตัดสินพระทัยอย่างเด็ดเดี่ยวปลงพระเกษานุ่งห่มผ้าย้อมฝาดพร้อมนางสากิยานีกลุ่มใหญ่ ตามเสด็จรอนแรมไปจนถึงเวสาลี เป็นการพิสูจน์ในความมั่นคงทางจิตใจของพระนางที่จะใช้ชีวิตสมณะ  พระอานนท์เข้ามายืนยันในความคิดของพระองค์ที่ทรงให้ผู้ชายออกบวชเพราะผู้ชายสามารถเข้าถึงธรรมได้  ผู้หญิงก็เข้าถึงธรรมได้เช่นกัน  การที่ทรงยับยั้งมิให้ผู้หญิงออกบวชจึงต้องทรงพิจารณาใหม่  เพราะการออกบวชนั้นเป็นหนทางลัด  จึงทรงอนุญาตเพราะ ผู้หญิงสามารถที่จะบรรลุธรรมได้จริง

เมื่อพระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้ผู้หญิงออกบวชนั้น เป็นการเปิดประตูครั้งสำคัญ และโดดเด่นนำหน้าศาสนาอื่นๆในสมัยเดียวกัน  แม้ว่า ศาสนาเชน (ศาสดามหาวีระ)จะมีผู้หญิงที่ออกบวช แต่ไม่มีโครงสร้างของคณะสงฆ์ที่ชัดเจนเช่นเดียวกับพระพุทธศาสนา  จึงเป็นความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณสูงสุดของพุทธศาสนาในศาสนาโลกด้วยการเปิดพื้นที่ทางจิตวิญญาณโดยปราศจากเงื่อนไขทางวรรณะหรือเพศ อันเป็นข้อด้อยในศาสนาพราหมณ์ในสมัยนั้น

ความสำเร็จในการบรรลุธรรมของพระภิกษุณีสงฆ์นั้น พระพุทธองค์รับสั่งด้วยพระองค์เองว่า ....”มิใช่ ๑๐๐ มิใช่ ๒๐๐ ..มิใช่ ๓๐๐....มิใช่ ๔๐๐ ....มิใช่ ๕๐๐...แต่มากกว่านั้น”

ในบรรดาพระภิกษุณีได้รับการยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะ  คือ มีความเป็นเลิศ เช่นเดียวกับพระภิกษุ  เช่นทางฝั่งพระภิกษุที่มีพระโมคคัลลานะ ผู้เป็นเลิศทางอิทธิฤทธิ์ และพระสารีบุตรผู้เป็นเสิศทางปัญญา  ทางฝั่งภิกษุณี ก็มีพระอุบลวัณณา เป็นเอตทัคคะในทางอิทธิฤทธิ์ และพระนางเขมา (อดีตพระมเหสีของพระเจ้าพิมพิสาร) เป็นเอตทัคคะในทางปัญญา เป็นต้น

พระนางยโสธรา ทรงได้รับการยกย่องเป็นเอตทัคคะทางมหาอภิญญา   พระพุทธองค์ทรงสอนบรรดาพระภิกษุมิให้สนใจในการฝึกจิตเพียงเพื่อให้ได้อิทธิฤทธิ์  เพราะทรงเห็นว่ามิใช่หนทางที่จะพ้นทุกข์  แต่เมื่อคราวที่พระนางยโสธรา พระชนม์ได้ ๗๘ พรรษา ทรงพิจารณาว่าพระนางประสูติวันเดียวกับพระพุทธเจ้า พระนางจึงทรงถวายพระเกียรติแก่พระพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นศาสดา และเป็นอาจารย์โดยทูลลาขอปลงสังขารก่อน  พระพุทธเจ้าทรงอนุญาต แต่กลับขอร้องให้พระนางแสดงอิทธิฤทธิ์ให้ปรากฏต่อมหาสงฆ์  คือสงฆ์ทั้งสองฝ่ายที่เฝ้าพระพุทธองค์อยู่  ตรงนี้เป็นข้อมูลที่น่าสนใจ  เพราะเมื่อพระพุทธองค์ทรงแต่งตั้งพระนางให้เป็นเอตทัคคะทางมหาอภิญญานั้น  สงฆ์ทั่วไปก็ยังไม่ประจักษ์แจ้งถึงความสามาถของพระนางในด้านมหาอภิญญา มีแต่พระพุทธเจ้าเท่านั้นที่ทรงล่วงรู้  การขอให้พระนางแสดงความสามารถพิเศษให้ปรากฏเช่นนั้น นอกจากจะเป็นการถวายพระเกียรติแก่พระนางแล้ว  ยังเป็นการยืนยันโดยปริยายว่าการที่พระพุทธองค์ทรงยกย่องพระนางเป็นเอตทัคคะทางด้านมหาอภิญญานั้น พระนางมีคุณสมบัติสมควรแก่ฐานะจริง   ขจัดความสงสัยคลางแคลงใจในปุถุชนไปโดยปริยาย

พระนางแสดงนิมิตให้ปรากฏบนท้องฟ้า เป็นอดีตชาติของพระนางในแต่ละชาติที่เคยเกิดสร้างบารมีร่วมกับพระพุทธเจ้า  ฉากสุดท้าย ปรากฏพระนางยโสธา หรือที่พระนางได้รับฉายาหลังจากการอุปสมบทว่าพระภัททากัจจานาเถรี เป็น ๑๐๐๐ องค์ ทั้ง ๑๐๐๐ องค์ถวายสักการะแก่พระพุทธองค์พร้อมกัน  จากนั้น พระนางจึงเสด็จกลับลงมาในภาคพื้นดิน เข้าไปกราบทูลลาพระพุทธองค์เป็นครั้งสุดท้าย  ก่อนที่จะกลับไปปลงอายุสังขารที่กุฏิของพระนาง  ครั้นเมื่อทรงปลงสังขารแล้วพระพุทธองค์ทรงจัดการพระศพถวายสมศักดิ์ศรีของการที่พระนางเป็นเจ้าหญิงแห่งศากยะ และเป็นพระอรหันต์เถรีที่ช่วยพระศาสนาโดยการสั่งสอนอบรมภิกษุณีรุ่นเยาว์  และช่วยประกาศคำสอนให้ปรากฏเป็นประโยชน์แก่สาธุชนส่วนใหญ่ ทั้งที่หันมานับถือพระพุทธศาสนาแล้ว และยังไม่ได้นับถือ ให้น้อมใจเข้ามารับไตรสรณาคมน์

พระภิกษุณีอีกรูปหนึ่งที่สมควรกล่าวถึงคือพระธัมมทินนาเถรี  อดีตสามีของท่านคือ เศรษฐีวิสาขะ  ท่านเศรษฐีวิสาขะ ได้บรรลุธรรมขั้นสกทาคมี  เมื่อตนได้ส่งเสริมให้ภรรยาออกบวชแล้ว  ก็มาเยี่ยมเพื่อดูว่า พระภิกษุณีธัมมทันนา อดีตภรรยาของท่านนั้น เข้าใจธรรมะมากน้อยเพียงใด โดยการถาม ข้อปัญหาธรรม เมื่อพระภิกษุณีธัมมทินนาอธิบายข้อธรรมะแล้ว  ท่านเศรษฐีไม่ทราบว่า พระภิกษุณีธัมมทินนานั้น บรรลุพระอรหันต์แล้ว จึงไปเฝ้าพระพุทธเจ้า และถามปัญหาธรรมข้อเดียวกับที่พระภิกษุณีธัมมทินนาได้อธิบายให้ตนฟังแล้ว

ปรากฏว่าพระพุทธเจ้าตอบปัญหาธรรมข้อเดียวกันนั้น เช่นเดียวกับที่พระภิกษุณีธัมมทินนาอธิบายทุกประการ  จนท่านเศรษฐีอุทานว่า  พระธรรมตั้งมั่นโดยสมบูรณ์เพราะศิษย์สามารถแสดงธรรมได้เช่นเดียวกับพระพุทธองค์ผู้เป็นอาจารย์

บทบาทหน้าที่ของภิกษุณีในสมัยพุทธกาลชัดเจนว่า นอกจากท่านจะตั้งใจเล่าเรียนคำสอนของพระพุทธองค์แล้ว ต่างขวนขวายน้อมนำเอาไปปฏิบัติจนได้บรรลุอรหันต์ตามๆกัน ท่านจึงเป็นกำลังสำคัญของพระศาสนาในช่วงของการบุกเบิกในสมัยแรก

แม้พระภิกษุณีบางรูปอาจจะไม่ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ เช่นพระถุลลนันทา แต่ก็ยังมีความสามารถในการแสดงธรรม บรรดาผู้ที่นิยมมาฟังธรรมของนางนั้น มีทั้งที่เป็นเจ้าชาย เป็นพระราชา ตลอดจนมุขอำมาตย์  คงจะกล่าวได้ว่า บทบาทของภิกษุณีในสมัยพุทธกาล ทำหน้าที่เผยแผ่คำสอนในพระพุทธศาสนาเคียงบ่าเคียงไหล่กับพระภิกษุทีเดียว             

บทบาทของอุบาสิกาในการทำนุบำรุงพระศาสนาในสมัยพุทธกาล

ในสมัยพุทธกาลนั้น อุบาสิกานางหนึ่งที่มีบทบาทในการทำนุบำรุงพระศาสนาชัดเจนคงไม่มีใครเกินกว่า นางวิสาขา  น่าสนใจว่านางวิสาขานั้น เติบโตมากับย่าที่มีความศรัทธาในพระพุทธองค์  นางได้ติดตามตามย่าเข้าวัดตั้งแต่วัย ๗ ขวบ  และบรรลุโสดาบันแต่เล็ก เรียกว่า นางวิสาขาเติบโตเคียงบ่าเคียงไหล่กับการเจริญเติบโตของภิกษุและภิกษุณีสงฆ์

แม้ว่านางจะไม่ได้บวช แต่นางมีความรู้เรื่องพระธรรมไม่น้อยไปกว่าพระภิกษุที่บวชใหม่  นอกจากบทบาทของอุบาสิกาที่สนับสนุนพระศาสนาแล้ว ความที่นางมีความรู้และมีความใกล้ชิดกับคณะสงฆ์  นางจึงเป็นอุบาสิกาที่เสนอแนะวิธีการที่จะประคับประคองคณะสงฆ์ให้เป็นไปด้วยดี

เมื่อนางเห็นพระสงฆ์เข้าไปในที่มุงบังกับสตรีดูไม่งาม  นางก็เป็นผู้นำเรื่องนี้มาทูลพระพุทธเจ้า  ไม่ใช่เป็นการฟ้อง แต่เพื่อให้พระพุทธองค์ได้ทรงพิจารณาวิธีการแก้ไข  ในประเด็นนี้ เป็นเหตุที่มาของพระวินัยสองข้อที่ทางฝ่ายพระภิกษุถือในปัจจุบัน  คือ อนิยต ทั้งสองข้อ  ที่ห้ามมิให้พระภิกษุเข้าไปในที่มุงบัง คือลับตา  หรือลับหูกับมาตุคามตามลำพัง

ปรับอาบิติมากน้อยขึ้นอยู่กับปากคำของพยานผู้รู้เห็น (อนิยต เป็นหมวดหนึ่งในปาฏิโมกข์ ที่มีเฉพาะในภิกษุสงฆ์ ไม่ปรากฏในภิกษุณี)

อีกครั้งหนึ่ง เมื่อเกิดเหตุที่มีพระภิกษุณีท้อง พระอาจารย์ของนางก็ขับไล่นาง แต่นางยืนยันในความบริสุทธิ์ และความปรารถนาที่จะเป็นภิกษุณี  ท้ายที่สุดนางได้เข้าไปขอความเมตตาจากพระพุทธเจ้าให้ได้ทรงพิจารณา  พระพุทธองค์ย่อมทรงรู้ความบริสุทธิ์ของนาง  แต่นางอยู่ในสังฆะ  จะต้องทำความจริงให้ปรากฏให้เป็นที่รับรู้กันในหมู่สงฆ์ด้วย จึงทรงตั้งคณะกรรมการเพื่อแสวงความชอบธรรม คณะสงฆ์แต่งตั้งนางวิสาขาให้เข้ามาร่วมพิจารณากรณีนี้  จากการที่นางได้ซักไซ้ไล่เลียงพระภิกษุณีที่เป็นคดี  นี่คือขั้นตอนของการเก็บข้อมูลเบื้องต้น  เพระนางเป็นคนที่มีครอบครัวใหญ่ นางมีลูก และหลานจำนวนมาก หลังจากที่ถามรายละเอียดว่า นางมีประจำเดือนครั้งสุดท้ายเมื่อใด นางได้มีเพศสัมพันธ์กับสามีครั้งสุดท้ายเมื่อใดก่อนออกบวช   นางจึงได้ข้อสรุปมาแจ้งต่อคณะสงฆ์ว่า  แท้ที่จริงแล้วภิกษุณีนั้น ท้องติดมาโดยที่นางเองไม่รู้ตัว  เมื่อนางไม่ได้ละเมิดปาราชิก จึงไม่มีเหตุที่จะบังคับให้นางสึกได้  พระพุทธองค์ เมตตาสอนให้นางภิกษุณีที่อยู่ด้วยกันออกบิณฑบาตเพื่อหาเลี้ยงนางด้วย และเมื่อนางคลอดบุตรเป็นชาย นางก็ยังต้องให้นม  จนเมื่อเด็กอายุได้ ๑ ปี พระพุทธองค์จึงทรงติดต่อให้เจ้านายมารับเด็กชายไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม

อีกคราวหนึ่ง เมื่อนางส่งคนรับใช้ให้นำของมาถวายแก่คณะสงฆ์ บังเอิญฝนตก พระภิกษุเปลือยกายออกมารองน้ำฝน  คนรับใช้ของนางกลับมาบอกนางว่า ไม่เจอพระภิกษุ มีแต่ชีเปลือย  เราต้องทำความเข้าใจว่า ในสมัยนั้น พวกนิครนถ์ ถือปฏิบัติเปลือยกายอยู่  นางจึงเห็นสมควรว่าพระภิกษุในพระพุทธศาสนาควรทำให้แตกต่าง แม้ว่า อาบน้ำก็ความมีผ้านุ่ง เป็นที่มาของการถวายผ้าอาบน้ำฝนแก่พระภิกษุสงฆ์  เมื่อนางทูลของอนุญาตพระพุทธองค์ให้กำหนดเงื่อนไขว่าพระภิกษุควรนุ่งผ้าอาบน้ำฝน  นางก็ปวารณาต่อไปด้วยว่า นางขอเป็นผู้จัดการถวายผ้าอาบน้ำฝนแก่พระภิกษุสงฆ์เอง

บทบาทของนางวิสาขาเท่าที่อ้างถึงนี้  เป็นตัวอย่างที่ดีว่าอุบาสิกาควรทำหน้าที่ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาในวิถีทางเดียวกับที่นางวิสาขาได้ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง  แม้ว่านางจะได้รับการยกย่องว่า เป็นมหาอุบาสิกา ผู้มีความเป็นเลิศในการทำทาน  แต่เพราะนางรู้ธรรมะ รู้การควรไม่ควรของสงฆ์ นางจึงทำหน้าที่นอกเหนือจากการเป็นผู้สนับสนุนจัดหาปัจจัยสี่แล้ว  นางยังเข้ามาเป็นหูเป็นตา กำกับให้สงฆ์อยู่ในกรอบพระวินัยที่ดีด้วย  และช่วยคณะสงฆ์พิจารณาในประเด็นที่สงฆ์เองอาจจะไม่ถนัด  เช่นพิจารณาในกรณีภิกษุณีท้องเป็นต้น

ย้อนกลับไปพิจาณาอีกครั้ง เงื่อนไขในการประดิษฐานพุทธบริษัทฺ ๔ นั้น  ทรงมุ่งหวังให้พุทธบริษัททั้ง ๔ กลุ่ม ตั้งใจศึกษาพระธรรมคำสอน  และน้อมนำมาปฏิบัติ  เพื่อที่เราจะได้มีความสามารถในการปกป้องและเผยแผ่พระศาสนาได้

พระศาสนายั่งยืนในประเทศอินเดียมาจนถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ทั้งภิกษุภิกษุณีสงฆ์สูญหายไปจากอินเดียเมื่อถูกเติร์คมุสลิมรุกราน  และเพราะอุบาสกอุบาสิกาไม่ได้ศึกษาพระธรรม ไม่ได้น้อมนำมาปฏิบัติ  จึงไม่สามารถรักษาพระศาสนาไว้ได้

ภิกษุภิกษุณีสงฆ์ที่เผยแผ่ไปยังศรีลังกาในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๓ ในรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราชนั้น  ก็ถูกทำลายโดยกษัตริย์โจฬะที่นับถือศาสนาฮินดูจากอินเดียใต้ที่รุกรานศรีลังกาเมื่อ พ.ศ.๑๕๖๐ (ค.ศ.๑๐๑๗)

สองประเทศนี้ มีความสัมพันธ์กันมาในระยะยาว แต่เมื่อศาสนาพุทธต้องเสื่อมไปในเวลาไล่เรี่ยกัน จึงไม่สามารถที่จะช่วยกันรื้อฟื้นพระศาสนาได้

บทบาทของสตรีในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาในยุคปัจจุบัน

บทบาทของสตรีในฐานะภิกษุณี

ทางฝ่ายจีนได้รับเอาสายการบวชภิกษุณีไปจากอินเดียตั้งแต่พ.ศ.๙๗๖ (ค.ศ.๔๓๓) สายการบวชภิกษุณีในประเทศจีน แผ่ขยายไปจนถึงไต้หวัน เกาหลี มาเลเซีย ฮ่องกงในปัจจุบันโดยไม่ขาดสาย  แต่สายการบวชภิกษุณีที่สืบมาเป็นสายเถรวาทนั้น ขาดไปจากอินเดียและศรีลังกาตั้งแต่ พ.ศ.๑๕๖๐  และเพิ่งมารื้อฟื้นเป็นที่ยอมรับกันได้เมื่อเร็วนี้เอง เมื่อพ.ศ.๒๕๔๑

ตรงนี้เราจึงจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจกับการอุปสมบทภิกษุณีสายเถรวาทที่เกิดขึ้นเมื่อ ๒๕๔๑

ในหลายประเทศ เช่นประเทศไทย และศรีลังกา มีความพยายามที่จะรื้อฟื้นภิกษุณีสายเถรวาทแต่ไม่ประสบความสำเร็จ นานกว่า ๗๐ ปี  ประเทศไทย ตั้งแต่กรณีของนรินทร์(กลึง)พยายามจัดการบวชให้ สาระ และจงดี บุตรสาว ในพ.ศ.๒๔๗๑ หรือแม้กรณีของภิกษุณีวรมัย กบิลสิงห์ในประเทศไทยเป็นต้น  ทางศรีลังกาเองก็เช่นกัน

การรื้อฟื้นการอุปสมบทภิกษุณีสายเถรวาท พ.ศ.๒๕๔๑ ที่เป็นที่ยอมรับว่าถูกต้องตามพระวินัยของฝ่ายเถรวาทนั้น ก็เป็นการทำงานต่อเนื่องกว่า ๑๐ ปี โดยพระอาจารย์ซิงหยุน เจ้าอาวาสวัดโฝวกวางซัน ในไต้หวัน  ได้จัดการอุปสมบทนานาชาติครั้งแรกที่วัดซีไหล ลอสแอนเจลิส  สหรัฐอเมริกา พ.ศ.๒๕๓๑ มีผู้เข้าร่วมจำนวนเกือบ ๒ ร้อยรูป  แต่ก็ไม่สามารถช่วยให้ฝ่ายเถรวาทเริ่มต้นได้  เพราะสตรีชาวพุทธจากประเทศที่นับถือพุทธศาสนาสายเถรวาททั้งไทย ศรีลังกา เนปาล ฯลฯ ไม่มีความพร้อมในหลายๆด้าน เช่น ไม่รู้ภาษาอังกฤษ (ทำให้อ่านพระปาฏิโมกข์ที่เจ้าภาพจัดให้ไม่ได้) ไม่ได้รับการฝึกอบรมที่จะมาสร้างสังฆะของตนเอง เมื่อกลับมาประเทศของตนแล้ว  ชาวพุทธในประเทศที่นับถือเถรวาทเอง ก็ไม่มีความพร้อมที่จะรับภิกษุณีสายเถรวาท กล่าวโดยสรุป ในการอุปสมบทครั้งนั้น วัดซีไหล เสียงบประมาณไปเป็นจำนวนมากเพราะดูแลค่าเดินทางให้กับผู้ขอบวชจากโลกที่สามทั้งหมด มีทั้งจากประเทศไทย ศรีลัลกา และเนปาล เป็นต้น  แต่เรียกว่า ล้มเหลวในการที่จะช่วยให้เกิดภิกษุณีสงฆ์ในสายเถรวาท

แต่หลวงพ่อซิงหยุนยังไม่ละความพยายาม อีก ๑๐ ปี ต่อมา จึงได้จัดการอุปสมบทนานาชาติให้อีกครั้งหนึ่งที่พุทธคยา  พ.ศ.๒๕๔๑ เช่นเคย สตรีที่ขอบวชจากประเทศอื่นก็ยังไม่มีความพร้อม     แต่คราวนี้ พระเถระของศรีลังกามีความพร้อม และยื่นมือมาให้ความช่วยเหลือ ตั้งแต่เริ่มต้น นับตั้งแต่จัดส่งใบสมัครไปยังทศศีลมาตาทั้งเกาะลังกา ประมาณ ๒๕๐๐ รูป  และคัดเอา ๒๐ รูปแรกที่มีคุณสมบัติดีที่สุด กล่าวคือเป็นทศศีลมาตา (แม่ชีศีล ๑๐ )มานาน ๒๐-๓๐ ปี มีการศึกษาศาสนาในระดับนักธรรม (เทียบกับเมืองไทย) มีความรู้ในพุทธศาสนาระดับหนึ่ง  ใช้ชีวิตเป็นนักบวชมาแล้ว ๒-๓ ทศวรรษ  แต่ในกลุ่มนี้ ไม่มีผู้ที่จบปริญญาตรี ยังไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้

ในการอุปสมบทนั้น  เจ้าภาพคือโฝวกวางซัน นิมนต์หลวงพ่อซิงหยุน พระอาจารย์ใหญ่มาเป็นประธาน และได้นิมนต์พระภิกษุฝ่ายเถรวาทจากหลายประเทศ เช่น พม่า บังกลาเทศ และไทย (๔ รูป) เพื่อให้เกิดการยอมรับในสายเถรวาทได้ง่ายขึ้น

แต่ในสังฆกรรมการอุปสมบทนั้น  ภิกษุณีสงฆ์ของโฝวกวางซันทำหน้าที่ซักถามอันตรายิกธรรม และสังฆกรรมการอุปสมบททำโดยพระภิกษุสงฆ์จีนจากวัดโฝวกวางซัน

ตรงนี้เราต้องทำความเข้าใจว่า คณะสงฆ์จีน ถือพระวินัยนิกายธรรมคุปต์ ซึ่งแม้มีความใกล้เคียงแต่ก็แตกต่างจากเถรวาท (ภิกษุณีปาฏิโมกข์ฝ่ายเถรวาทมี ๓๑๑ สิกขาบท ของธรรมคุปต์มี ๓๔๘ สิกขาบท เป็นต้น)

พระมหาเถระของศรีลังกา ๑๐ รูปที่เป็นคณะสงฆ์จัดการคัดเลือกทศศีลมาตา (แม่ชีศีล ๑๐)มาจากศรีลังกานั้น ล้วนเป็นผู้ทรงความรู้ในพระธรรมวินัย  ผู้นำคือ พระศรีสุมังคโล เจ้าอาวาสวัดดัมบุลละ (ต่อมาเป็นมหานายกของสยามวงศ์) หลวงปู่ ดร.คุณรัตนะ (ประจำอยู่ที่รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา รูปนี้อายุเท่ากันกับในหลวง ร.๙) และพระมหาเถระอีก รวม ๑๐ รูป   ท่านได้พิจารณาร่วมกันและเห็นว่า การอุปสมบทที่วัดโฝวกวางซันเป็นเจ้าภาพจัดให้นั้น  เมื่อภิกษุณีชาวศรีลังกาที่บวชใหม่ ๒๐ รูปนี้ กลับไปศรีลังกา คณะสงฆ์เถรวาทก็ยังไม่อาจจะยอมรับได้  เพราะได้รับการบวชจากคนละสายนิกาย  กล่าว คือ เป็นนิกายธรรมคุปต์ ไม่ใช่นิกายเถรวาท

พระมหานายก ศรีสุมังคโล จึงจัดการเช่ารถบัสนำพระมหาเถระที่มาร่วมงานอุปสมบททั้ง ๑๐ รูป  พร้อมกับภิกษุณีที่เพิ่งบวช ๒๐ รูป ไปยังสารนาถ  ที่สารนาถนอกจากจะมีวัดศรีลังกาที่นั่นแล้ว  ที่สำคัญที่สุด คือที่สารนาถมีสีมาที่สมมติตามแบบของเถรวาท

พระมหาเถระชาวศรีลังกา ในสายเถรวาททั้ง ๑๐ รูป ทำสังฆกรรมให้การอุปสมบทแก่ภิกษุณี ๒๐ รูป ตามสังฆกรรมของนิกายเถรวาท

การอุปสมบทครั้งที่สองนี้เป็นสังฆกรรมที่ทำโดยพระภิกษุสงฆ์ฝ่ายเถรวาทเท่านั้น

โดยถือปฏิบัติตามพุทธานุญาตที่พระพุทธองค์ให้ไว้ตั้งแต่ต้น และยังไม่มีการเพิกถอน  นั่นคือ

“ โอ ภิกษุ ตถาคตอนุญาตให้เธอให้การอุปสมบทแก่ภิกษุณีได้” (จุลลวรรค วินัยปิฎก)

การอุปสมบทภิกษุณีชาวศรีลังกา ๒๐ รูป ครั้งนี้ ได้รับการยอมรับจากคณะสงฆ์เถรวาททั่วไปว่าเป็นการเริ่มต้นภิกษุณีสงฆ์สายเถรวาทที่ถูกต้องตามพระวินัยในสมัยปัจจุบัน

ทันทีที่กลับไปศรีลังกา  พระมหานายกศรีสุมังคโล พร้อมคณะภิกษุสงฆ์ และภิกษุณีสงฆ์จัดการอุปสมบทให้แก่ทศศีลมาตาที่ส่งใบสมัครแสดงความจำนงค์ที่จะอุปสมบทเป็นภิกษุณีในรุ่นถัดมา  และวัดดัมบุลละเป็นวัดแรกที่จัดการอุปสมบทเป็นประจำทุกปี

จากนั้น ก็มีวัดเนากะละ วัดของท่านวิมลโชติ ที่หอระนะ และที่ศูนย์ศากยะธิดา ที่จัดการอุปสมบทภิกษุณีเป็นประจำ มหานายกมหินทวังสะ(เจ้าอาวาสวัดทีปทุตมาราม ที่พระองค์เจ้าปฤศฎางค์เคยเป็นเจ้าอาวาส) ก็รับเป็นอุปัชฌาย์ให้การอุปสมบทภิกษุณีที่วัดดุสิตาราม ของภิกษุณีสัทธาสุมนา ในเมืองเอเหลิยาโกทะ เป็นต้น

เรียกว่า นับแต่ พ.ศ.๒๕๔๑ เป็นต้นมา ศรีลังกาจัดการอุปสมบทให้แก่ภิกษุณีสายเถรวาท ภิกษุณีต่างชาติที่มารับสายการอุปสมบทไปมีทั้งยุโรป อเมริกา เวียตนาม ไทย อินโดนิเซีย ฯลฯ

ภิกษุณีสายเถรวาทในประเทศไทยในปัจจุบัน

ขบวนการการอุปสมบทเป็นภิกษุณีสายเถรวาทของประเทศไทยเริ่มต้น จาก รศ.ดร.ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ ลาออกจากการเป็นอาจารย์ในสาขาวิชาปรัชญาและศาสนา ออกบวชที่ศรีลังกา โดยขั้นแรกบรรพชาเป็นสามเณรี ในพ.ศ.๒๕๔๔ เมื่อเห็นว่า ศรีลังกาประดิษฐานการอุปสมบทภิกษุณีสายเถรวาทได้อย่างถูกต้องแล้ว  ใช้ฉายาว่าธัมมนันทา และอุปสมบทเป็นภิกษุณีสายเถรวาทรูปแรกของไทย พ.ศ.๒๕๔๖  โดยรับสายการบวชจากศรีลังกา  ดังที่ได้อธิบายมาแล้วข้างต้น

ปวัตตินี หรืออาจารย์ฝ่ายภิกษุณีคือ ภิกษุณีสัทธาสัมมนา หนึ่งใน ภิกษุณีชุดแรกที่อุปสมบทมาจากสารนาถ ๒๐ รูป ที่ได้กล่าวถึงไปแล้ว  เมื่อท่านกลับมาศรีลังกาคณะภิกษุสงฆ์ โดยมหานายกศรีสุมังคโลเป็นประธานได้แต่งตั้งให้ท่านเป็นหนึ่งในสองของปวัตตินี  เพื่อทำหน้าที่ในการเตรียมผู้ขอบวชสำหรับการอุปสมบทต่อไป

นับแต่พ.ศ.๒๕๔๔ เป็นต้นมา มีสตรีไทยเดินทางออกไปอุปสมบทที่ศรีลังกา และแม้ในเขมร และประเทศไทยเอง  บัดนี้ มีจำนวนภิกษุณีสงฆ์ไทยไม่น้อยกว่า ๒๗๐ รูป กระจายกันอยู่ในอย่างน้อยใน ๓๐ จังหวัดทั่วประเทศ (ภาคกลาง มี นครปฐม สิงห์บุรี ลพบุรี อุทัยธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ชลบุรี ฉะเชิงเทรา อยุธยา ภาคตะวันตก มี กาญจนบุรี ภาคตะวันออก มี นครราชสิมา ริ้ยเอ็ด เลย สกลนคร อุบาราชธานี ขอนแก่น ยโสธร เพชรบูรณ์ ขอนแก่น หนองคาย ภาคตะวันิกเฉียงใต้ มี สุรินทร์ บุรีรัมย์ ระยอง ภาตเหนือ มี พะเยา เชียงใหม่ ตาก และภาคใต้มีสงขลา กระบี่ และประจวบ)

สำหรับสำนักปฏิบัติธรรมหรือ วัตรของภิกษุณีที่อยู่กันเป็นสังฆะ ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย มีการสวดปาฏิโมกข์ทุกกึ่งเดือน โดยมีการรับโอวาทจากพระภิกษุผู้มีพรรษาอย่างต่ำ ๒๐ พรรษา วัตรแรกที่ตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๓ คือวัตรทรงธรรมกัลยาณี จ.นครปฐม ต่อมา.  นิโรธารามภิกษุณีอาราม  จ.เชียงใหม่, ภิกษุณีอารามที่เลิงนกทา  จ.ยโสธร. สำนักวิปัสสนาภิกษุณีสงฆ์สีลนันทวันที่สกลนคร, ทิพยสถานธรรมภิกษุณีอารามที่เกาะยอ จ.สงขลา ฯลฯ

เฉพาะที่วัตรทรงธรรมฯนั้น ได้จัดการบรรพชาสามเณรี ๙ วัน ปีละสองครั้ง คือ ๖ เมษายน และ ๕ ธันวาคม ต่อเนื่องกันมาเข้าปีที่ ๙ และได้บรรพชาสามเณรีไปแล้ว กว่า ๗๐๐ รูป  บ่อยครั้งจะมีชาวพุทธต่างชาติมาร่วมด้วย ทั้งจากอเมริกา พม่า เวียตนาม ออสเตรีย ออสเตรเลีย เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส ฯลฯ  ท่านธัมมนันทาเถรี ยังได้รับการแต่งตั้งจากมหานายกมหินทวังสะ (วัดทีปทุตตมาราม โคลอมโบ) เป็นปวัตตินีรูปแรกของไทย เมื่อ ๒๙ พย.๒๕๕๗

การบรรพชาสามเณรีจัดในประเทศไทย แต่การอุปสมบทยังต้องอาศัยภิกษุสงฆ์เถรวาทของศรีลังกา  เพราะติดขัดอยู่กับคำสั่งของมหาเถรสมาคมที่ไม่อนุญาตให้พระภิกษุไทยที่สังกัดมหาเถระสมาคมให้การบวชแก่ภิกษุณีในประเทศไทย

นอกจากการเน้นในเรื่องการสอนธรรมะเพื่อเป็นแนวทางให้แก่สังคมชาวพุทธแล้ว

ภิกษุณีอารามหลายแห่งจัดการอบรมการปฏิบัติธรรมให้แก่เยาวชนและสตรีเป็นประจำ  ภิกษุณีและอาสาสมัครที่วัตรทรงธรรมฯจัดโครงการอบรมธรรมะแก่ผู้ต้องขังหญิงที่เรือนจำประจำจังหวัดนครปฐมต่อเนื่องกันมา ๖ ปี และในปีนี้ ทางเรือนจำขอให้ภิกษุณีจัดการอบรมเป็นกิจกรรมหลักของเรือนจำ  โดยเพิ่มจำนวนจากครั้งละ ๖๐ เป็น ๒๐๐ คน

วัตรทรงธรรมกัลยาณีสนใจที่จะตอบปัญหาโลกร้อน  โดยเน้นการสร้างศูนย์องค์ความรู้ที่จะฝึกหัดให้ประชาชนสนใจในการจัดการขยะนในขั้นพื้นฐาน  รณรงค์ให้ผู้มาวัดนำขยะมาทำบุญ เป็นกุศโลบายที่ทำให้ชาวพุทธเริ่มสนใจในการแยกขยะ เพื่อนำมาร่วมทำบุญที่วัด  นอกจากนี้ยังช่วยประหยัดทรัพยากรธรรมชาติโดยใช้กระแสไฟส่วนหนึ่งจากแผงโซล่าเซลล์

ด้วยทรัพยากรบุคคลที่มีอยู่ อารามภิกษุณีแห่งนี้ ได้จัดการประชุมนานาชาติ ABC มาตั้งแต่พ.ศ.๒๕๕๘ เดิมมาจาก ASEAN Bhikkhuni Conference แล้วขยายเป็น ASEAN Buddhist Conference และบัดนี้ขยายเป็น Asian Buddhist Connection เมื่อ พ.ศ.๒๕๕๙ จัดที่นครปฐม มีผู้เข้าร่วมจาก ๒๐ ประเทศ องค์ทะไลลามะทรงส่งพระราชสาส์นมาแสดงความยินดีและได้อ่านตอนเปิดงาน

ครั้งต่อไปจะเป็น กันยายน ๒๕๖๑ จะจัดที่ จาการ์ต้า อินโดนิเซีย ซึ่งสมาคมสตรีของอินโดนิเซียเป็นเจ้าภาพท้องถิ่นร่วมกับภิกษุณีชาวอินโดนิเซีย โดยภิกษุณีไทยเป็นผู้จัดเรื่องโปรแกรม พิจารณาบทความทางวิชาการ และสนับสนุนนักวิชาการที่ได้รับเชิญมาร่วมในงาน โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาคุณภาพของชาวพุทธทั้งในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านไปพร้อมๆกัน

เป็นเรื่องที่น่ายินดีว่า ในประเทศ อาเซียนนั้น  ภิกษุณีไทยมีทั้งจำนวนและคุณภาพที่นำหน้าภิกษุณีจากประเทศอื่นอย่างชัดเจน และได้มีการสร้างเครือข่ายภิกษุณีเถรวาทในเอเซียด้วย

เมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๖๐ ครบ ๒๖๐๐ ปีพระแม่น้านางฯ ภิกษุณีสงฆ์ไทยก็ได้จัดงานฉลองเพื่อเทิดพระเกียรติที่ทีเคปาร์ค เซ็นทรัลเวิล์ด  โดยมีผู้มาร่วมในงาน เช่น ท่านรสนา โตสิตระกูล ก็มาร่วมในงานตั้งแต่ต้นจนจบ

เมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๖๐ ภิกษุณีสงฆ์จากวัตรทรงธรรมกัลยาณีได้ออกไปเยี่ยมรร.ทัพเซียมที่อยู่ห่างไกลในจังหวัดสระแก้ว  ได้มอบทุนการศึกษาให้แก่ทั้งเด็กที่ขัดสน และเด็กที่เรียนดี ๒๐ ทุน ทุนละ ๑๐๐๐ บาท พร้อมมอบอุปกรณ์การเรียนการสอนและหนังสือและเสื้อผ้าเป็นจำนวนมาก

ทิพยสถานธรรมภิกษุณีอารามที่เกาะยอ ทำงานด้านสังคมสงเคราะห์โดยรับผู้ป่วยระยะสุดท้าย จนท้ายที่สุดจัดการดูแลรายละเอียดในการทำศพให้ด้วย

ที่บรรยายมาข้างต้น เป็นกิจกรรมเพียงส่วนหนึ่งที่ภิกษุณีไทยได้ทำแล้ว และยังทำอยู่  ยังเป็นการรายงานไม่รอบด้าน  แต่แม้กระนั้น ท่านอนุกรรมาธิการก็จะได้ตระหนักว่า ในจำนวนภิกษุณีที่มีเพียงน้อยนิด แต่ก็สามารถจัดกิจกรรมเพื่อสังคมได้หลากหลายทั้งในแนวกว้างและแนวลึก ภิกษุณีสงฆ์ไทยที่กำลังเติบโตเพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบในการทำนุบำรุงพระศาสนาตามเจตน์จำนงค์ของพระพุทธเจ้านี้  แม้ไม่ผิดกฎหมาย แต่ยังไม่ได้รับการยอมรับจากรัฐบาล  การไม่มีสถานภาพชัดเจนเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ภิกษุณีที่มีความรู้ความสามารถไม่สามารถรับใช้พระศาสนาได้เต็มศักยภาพของตน  ภิกษุณีบางรูปมีปริญญาเอก ปริญญาโท ใช้ภาษาอังกฤษได้ดี สามารถจะเป็นแขนขาที่มีความสามารถในการรับใช้ศาสนาได้อย่างดี แต่ไม่สามารถทำได้เต็มที่ เพียงเพราะรัฐบาลยังไม่ยอมรับให้มีสถานะทางกฎหมาย  ยิ่งไปกว่านั้น มหาเถรสมาคมยังมีนโยบายกีดกันมิให้ภิกษุเถรวาทจากต่างประเทศเข้าประเทศไทยเพื่ออุปสมบทภิกษุณีด้วย

ในความเป็นอยู่ปัจจุบัน ทุกปี สามเณรีจากแหล่งต่างๆในประเทศไทย ยังต้องเดินทางออกไปอุปสมบทที่ศรีลังกาทั้งสิ้น

เป็นเรื่องที่ท่านอนุกรรมาธิการด้านศาสนา ฯ พึงพิจารณา

นอกจากภิกษุณีสายเถรวาทของไทยจะขาดโอกาส ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเพราะไม่มีสถานะ นำไปสู่ปัญหาของความยุติธรรม  กล่าวคือ เมื่อรัฐบาลไม่ยอมรับภิกษุณีเหล่านี้ แม้ท่านจะบวชมาอย่างถูกต้องโดยพระภิกษุสงฆ์ของศรีลังกา แตถูกผลักไสให้เป็นอื่น  แต่เราต้องไม่ลืมว่า การเกิดขึ้นของภิกษุไทยก็มาจากศรีลังกามิใช่หรือ พระภิกษุไทย จึงได้ชื่อว่าลังกาวงศ์

สตรีกับการทำนุบำรุงพุทธศาสนาในประเทศไทยในปัจจุบัน

เมื่อพูดถึงสตรีที่เป็นต้นแบบในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา  เช่นในสมัยพุทธกาล เราย่อมพุ่งความสนใจไปที่นางวิสาขา  สำหรับในปริบทที่เรากำลังพูดถึงในประเทศไทยในสมัยปัจจุบัน  ความสนใจของเราก็พุ่งไปที่พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๙ เพราะพระราชกรณีกิจของพระองค์ในการทำนุบำรุงพระศาสนาโดดเด่นมาก

ในฐานะที่ทรงเป็นพุทธศาสนิกชน ทรงแสดงถึงความศรัทธาในพุทธศาสนาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ทรงได้รับการปลูกฝังมาจากครอบครัวให้ทรงเคารพนอบน้อมในพระไตรรัตน์ ทรงบำเพ็ญกุศลทานเช่นตักบาตรในตอนเช้า  ทรงจัดดอกไม้ถวายพระด้วยพระองค์เองเป็นประจำ           จากการที่พระองค์พระราชทานสัมภาษณ์ แม้มิได้ทรงทำกรรมฐาน แต่เวลากลางคืนก็ทรงสวดมนต์เป็นประจำ

ทาน อันเป็นการสร้างบารมีข้อแรกนั้น ทรงทำอย่างสม่ำเสมอ เช่น ทรงพระราชทานสังฆทานเป็นประจำทุกวันจันทร์ และวันศุกร์  สำหรับพระสงฆ์อาพาธนั้น พระราชทานพระราชทรัพย์เพื่อดูแลพระภิกษุอาพาธเป็นประจำเดือนละ ๒๐.๐๐๐ บาท

สำหรับผู้ที่รับใช้ใกล้ชิดทรงพระราชทานธรรมะเป็นทานอยู่เป็นปกติ ตรัสสอนว่า การเกิดเป็นมนุษย์นั้นประเสริฐนัก เพราะสามารถสร้างกุศลได้ทุกขณะ ทรงสอนให้คิดที่จะทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น เน้น ให้สร้างแต่กรรมดี ละเว้นกรรมชั่ว ฯลฯ

ทรงเป็นตัวอย่างในการบำเพ็ญกุศลในพระราชพิธี  ประเทศไทยมีวันสำคัญทางศาสนาหลายวัน เช่น  วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา พระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน ฯลฯ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลแทนพระองค์ และเสด็จพระราชดำเนินส่วนพระองค์ด้วย  ทรงทำนุบำรุงรักษาโบราณราชประเพณีโดยมิขาด  ทรงทำด้วยพระราชศรัทธา ขณะเดียวกันก็ทรงเป็นตัวอย่างให้พสกนิกรของพระองค์ได้เห็นและได้ปฏิบัติตาม

ในพระราชโอรสและพระราชธิดาทั้งสี่พระองค์นั้น  สมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดามีพระราชกรณียกิจที่ทำนุบำรุงพระศาสนาโดดเด่นเป็นตัวอย่าง ของสตรีไทยที่ทำนุบำรุงพระศาสนา

นอกจากที่พระองค์จะรับสนองพระยุคลบาทดำรงพระองค์เป็นตัวอย่างที่ดีของชาวพุทธดุจเดียวกับพระราชมารดาที่กล่าวมาแล้วข้างต้น  สมเด็จพระเทพฯ ทรงมีดำริให้ธรรมสถาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดงานเทศน์มหาชาติตามรูปแบบที่ถูกต้องตามตำรับหลวง เพื่อให้ชาวไทยได้เข้าใจในคุณค่าของเรื่องมหาชาติ และเข้าใจในประเพณีการเทศน์มหาชาติ เพื่อที่จะได้ร่วมกันอนุรักษ์ให้ตกทอดถึงอนุชนรุ่นต่อไปด้วย

งานใหญ่อีกงานหนึ่งที่สมควรที่จะต้องบันทึกไว้ คือพระราชกรณียกิจที่มีความสำคัญทางพระพุทธศาสนาในประเทศไทย คือ การที่พระองค์ทรงรับเป็นแม่กองอำนวยการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดารามทั่วทั้งพระอารามเพื่อให้ทันงานฉลองสมโภช ๒๐๐ ปี กรุงรัตนโกสินทร์ งานนี้ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่ด้วยพระบารมีของพระองค์ ประชาชนทั่วไป พ่อค้าวาณิชย์ล้วนศรัทธาร่วมบริจาคเพื่อให้พระราชกรณียกิจที่เป็นการอนุรักษ์วัดพระแก้วซึ่งเป็นชื่อเสียงและเป็นหน้าเป็นตาของประเทศได้สำเร็จอย่างสมบูรณ์  เป็นการประกาศพระบารมีของพระองค์อย่างยิ่ง

ทรงเป็นนักวิชาการที่เป็นแบบอย่างในการทำนุบำรุงงานพระศาสนา ทรงแปลเรื่องจูฬปันถกเถระในพระคัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถา จากต้นฉบับภาษาบาลีเป็นไทย (๒๕๑๗) นอกจากนั้น ยังมีพระราชนิพนธ์ทางพระพุทธศาสนาที่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย  คือ พุทธศาสนาสุภาษิต คำโคลง

นอกจากนี้ ยังทรงเป็นองค์ริเริ่มฟื้นฟูประเพณีฉลองวันวิสาขบูชา ซึ่งในอดีตเคยมีปรากฏมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  โดยทรงประกาศชวนเชิญให้พุทธศาสนิกชนทั่วไปร่วมกันจุดโคมประทีป และส่งข้อธรรมะในบัตรอวยพร เป็นเครื่องเตือนสติให้ระลึกถึงคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย

นอกเหนือจากเจ้านายฝ่ายหญิงที่ทรงเป็นตัวอย่างที่ดีที่สตรีในพระพุทธศาสนาพึงปฏิบัติตามแล้ว  ในอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยไม่มีภิกษุณีสงฆ์  แต่สตรีไทยก็ได้แสดงออกในความปรารถนาที่จะดำเนินชีวิตในทางธรรมโดยการออกจากเรือน ปลงผม นุ่งขาว รักษาศีล ๘ บ้าง ศีล ๑๐ บ้าง  แม้บางท่านสมาทานศีล ๑๐ แต่เป็นเพียงการรับศีลไม่ใช่การบวช  ด้วยเหตุผลเช่นนี้  ทางการจึงประกาศว่า แม่ชีเป็นอุบาสิกา ไม่ใช่นักบวช

ในพุทธศาสนานั้น มีการบวชสองระดับ ระดับแรก เรียกว่า บรรพชา คือการบวชเป็นเณร

ไม่ว่าจะเป็นสามเณร หรือสามเณรี   อีกระดับหนึ่งคือ อุปสมบท คือบวชพระ ผู้ชายเรียกว่า ภิกษุ ผู้หญิงเรียกว่า ภิกษุณี

แต่เพราะแม่ชีไม่ได้ผ่านขั้นตอนการบวชที่ว่ามาข้างต้น แม่ชีจึงจัดว่าอยู่ในหมวดของอุบาสิกา  พุทธบริษัท ๔ ที่พระพุทธอง์ทรงวางไว้นั้น  แม่ชียังอยู่ในกลุ่มของอุบาสิกา

ในประวัติศาสตร์พบว่า มีการกล่าวถึงแม่ชีตั้งแต่กลางสมัยอยุธยา  โดยนักบวชในศาสนาคริสต์ที่เข้ามาเผยแผ่ศาสนาในสยามประเทศเขียนไว้ในบันทึกเรื่องราวที่ได้พบเห็นในสมัยนั้น

สมัยปัจจุบัน แม้ว่า แม่ชีส่วนใหญ่จะมีการศึกษาเพียง ป.๔ แต่พบว่าแม่ชีเองก็มีความตื่นตัวพอสมควร  มีการจัดตั้งวิทยาลัยแม่ชี ให้ปริญญาระดับปริญญาตรี  แม่ชีบางรูปเรียนจบปธ.๙ ซึ่งเป็นขั้นสูงสุดของการศึกษาภาษาบาลี  บางรูปเรียนจบปริญญาเอก  แต่ที่พูดถึงนี้ยังเป็นส่วนน้อยเพียงหยิบมือ

ท่านอาจารย์แนบ มหานีรานนท์ เป็นผู้วางแนวทางการสอนอภิธรรม เป็นตัวอย่างของสตรีที่ส่งเสริมพระศาสนาอย่างชัดเจน

ในสมัยเดียวกับอาจารย์แนบ คือภิกษุณีวรมัย กบิลสิงห์ ท่านออกนิตยสารธรรมะรายเดือน ต่อเนื่องกันนานถึง ๓๒ ปี สอนธรรมะ และใช้รักษาไข้ด้วย  ท่านเป็นเจ้าภาพจัดการบวชให้แก่ชาวพุทธที่ขาดแคลนทุนทรัพย์เป็นจำนวนร้อยรูป  เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในสมัยของท่าน (พ.ศ.๒๔๕๑-๒๕๔๖)

ท่านอาจารย์คุณรัญจวน อินทรกำแหง จากการเป็นศาสตราจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ออกมาใช้ชีวิตแบบผู้รักษาศีลปลงผม แต่นุ่งดำ  ก็เป็นตัวอย่างของสตรีที่สั่งสอนธรรมแก่ญาติโยมได้ดี

คุณแม่สิริ กรินชัย ในฐานะอุบาสิกา สอนกรรมฐานให้ลูกศิษย์อย่างกว้างขวาง ทำประโยชน์ให้แก่พระศาสนาต่อเนื่องกันเป็นเวลายาวนาน

สตรีที่ได้กล่าวถึงนี้ข้างต้นนี้ ล้วนบำเพ็ญประโยชน์ในการเผยแผ่ศาสนาทั้งสิ้น โดยไม่มีโครงสร้างของรัฐบาลเข้ามารองรับหรือสนับสนุน

หากคณะอนุกรรมาธิการชุดนี้  ได้สัมผัส และตระหนักว่า  ประเทศไทยที่เป็นประเทศที่มีชาวพุทธสูงที่สุดในโลกนั้น  แท้ที่จริงแล้วยังสามารถนำประโยชน์อีกมหาศาลมาสู่โลกของชาวพุทธ  หากเพียงขจัดอุปสรรคที่ทางรัฐเองเป็นผู้สร้างขึ้น ทั้งโดยตรงและโดยทางอ้อมประเทศชาติจะได้ใช้ทรัพยากรมนุษย์อีกครึ่งหนึ่งของประเทศได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย  ทรัพยากรที่ว่านี้ คือทรัพยากรบุคคล ที่เป็นเพศแม่นั่นเอง

ข้อเสนอแนะ

๑. เรื่องเร่งด่วนคือ ขจัดอุปสรรคจากรัฐ

๑.๑ พิจารณายกเลิกพระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราช พ.ศ.๒๔๗๑ ที่ห้ามมิให้รพะ

ภิกษุบวชภิกษุณี เพราะขัดกับพุทธานุญาตโดยตรง

๑.๒ รัฐต้องมีหน่วยงานที่เข้ามาดูแลภิกษุณีสงฆ์ให้มีฐานะที่ถูกต้องตามกฏหมาย  โดย

ไม่ผ่านมหาเถรสมาคม  (เพราะ  โดยพ.ร.บ.สงฆ์  ไม่ครอบคลุมภิกษุณีสงฆ์)

๑.๓ สำนักพุทธฯ ในแต่ละจังหวัดต้องสนับสนุนงานของทั้งภิกษุณีและอุบาสิกา

๒. สนับสนุนการศึกษาพระพุทธศาสนาทั้งแก่ภิกษุณีสงฆ์ และอุบาสิกา

๒.๑ การเรียน และการสอบบาลีควรเปิดโอกาสให้เท่าเทียมกันทั้งภิกษุ ภิกษุณี และ

อุบาสิกา

๒.๒ สนับสนุนแนวทางการเรียนการสอนทั้งทางโลกและทางธรรมแก่สตรี

๒.๓ สนับสนุนการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาสังคม สิ่งแวดล้อม

๒.๔ รัฐควรมีหน่วยงานเฉพาะที่ให้ความสนใจในการที่จะสนับสนุนส่งเสริมงานของสตรี

ทั้งนักบวชและฆราวาส

ขอขอบคุณท่านอนุกรรมาธิการฝ่ายศาสนาฯ สภานิติบัญญัติที่ให้ความสนใจในการที่จะพัฒนาสตรีให้เป็นบุคลากรที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติอย่างแท้จริง ผลระยะยาวที่จะคาดหวังได้  ประเทศชาติจะมีแต่ได้กับได้ในการพัฒนาสตรีชาวไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 
ทรงธรรมกัลยาณีภิกษุณีอาราม เลขที่ 195 ถนนเพชรเกษม ต. พระประโทน อ.เมืองฯ จ.นครปฐม 73000
โทร. (034)258-270 โทรสาร (034) 284-315 E-mail: dhammananda9d@gmail.com
Copyright (c) 2002-2006 Thai Bhikkhunis All rights reserved.


จำนวนผู้เข้าชม ตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2549