ศากยะธิดา ตอนที่ ๒ PDF พิมพ์ อีเมล

ศากยะธิดา (๒)

ฉัตรสุมาลย์

กำลังเล่าถึงเมื่อศากยะธิดามาที่ศรีลังกา ท้าวความไปนิดหนึ่ง หลังจากที่จัดการประชุมครั้งแรกที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย (ค.ศ.๑๙๘๗) คณะผู้จัดงานได้เข้าพบองค์ทะไลลามะเพื่อขอพร และขอแนวทาง ท่านรับสั่งว่า ครั้งต่อไปควรจัดงานประชุมที่ประเทศไทย และศรีลังกา เป็นต้น คือเป็นประเทศที่ยังไม่มีภิกษุณี  เพื่อให้การประชุมศากยะธิดาเป็นการกรุยทางให้คนในพื้นที่ได้มีความคุ้นชินกับภิกษุณีมากขึ้น

การประชุมศากยะธิดาก็เป็นไปตามนั้น คือ ค.ศ.๑๙๘๗ จัดที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย  ค.ศ.๑๙๙๑ จัดที่ประเทศไทย ค.ศ.๑๙๙๓ มาจัดที่ประเทศศรีลังกา

การจัดงานประชุมสตรีชาวพุทธนานาชาติที่ศรีลังกาเป็นครั้งแรกที่ใช้ชื่อศากยะธิดา  โดยนับเป็นครั้งที่สาม และย้อนไปนับการประชุมนักบวชสตรีครั้งแรก เป็นศากยะธิดาครั้งที่ ๑ การประชุมสตรีชาวพุทธนานาชาติที่ประเทศไทย เป็นศากยะธิดาครั้งที่ ๒

ผู้เขียนพยายามเล่าในรายละเอียด เพื่อเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ตามที่เกิดขึ้นจริง

คุณรันชนี เดอ ซิลวา มีความสามารถในการจัดการมาก ในพิธีเปิดงานนั้น จัดที่หอประชุมนานาชาติกลางเมืองโคลอมโบ  เชิญท่านประธานาธิบดีมาเปิดงาน มีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมาร่วมด้วย คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพุทธศาสนา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

มีขบวนกลองและนักเต้นตามแบบพื้นเมืองนำแขกผู้มีเกียรติเข้าสู่ห้องประชุม เอิกเกริกมาก และเพราะประธานาธิบดีเป็นผู้มาเปิดงาน  ข่าวการประชุมนานาชาติศากยะธิดาจึงได้รับการถ่ายทอดไปทั่วเกาะศรีลังกา

ในห้องประชุมใหญ่ของราชการ มีพระภิกษุสงฆ์มาร่วมประมาณ ๑๐๐ รูป ทศศีลมาตาคือแม่ชีของศรีลังกาเอง มีความตื่นตัวสูงมากเดินทางมาร่วมถึง ๓๐๐ คน  ผู้เข้าร่วมประชุมที่มาจากต่างประเทศประมาณ ๒๘ ประเทศ มากกว่าครึ่งเป็นภิกษุณี

เป็นครั้งแรกที่ชาวเมืองศรีลังกาได้เห็นภิกษุณีจากต่างประเทศจำนวนมากเช่นนั้น  ในงานที่ประธานาธิบดีเองเป็นผู้มาเปิดงาน  เรียกว่า คุณรันชนีประสบความสำเร็จมากในการจัดงานครั้งนั้น

ภิกษุณีเกาหลีมากัน ๓๐ รูป โดยการนำของท่านภิกษุณีแฮชุนซุก ประธานภิกษุณีสงฆ์เกาหลี  ตอนที่จัดงานนี้ท่านนั่งรถเข็นแล้ว มีโรคประจำตัวคือเบาหวาน

คุณหญิงกนิษฐา วิเชียรเจริญ ออกบวชที่นี่  โดยท่านภิกษุณีแฮชุนซุกเป็นผู้ขลิบผมให้ก่อนที่จะปลงผม  ผู้เขียนเป็นคนพาท่านเข้าไปกราบท่านภิกษุณีถึงห้องพัก เพื่อให้ท่านให้พร และขลิบผม

คุณหญิงไม่กล้าบวชสามเณรี  จึงรับศีล ๘ และนุ่งขาว ท่านให้เหตุผลว่า หากบวชเป็นสามเณรีเข้ามาในประเทศไทยท่านจะทำงานยาก

ในระหว่างการประชุม มีการเลือกตั้งประธานคนต่อไป ปรากฏว่า ผู้เขียนก็ยังได้รับคะแนนเสียงสูงสุด เป็นประธานศากยะธิดาต่อมาอีกสมัยหนึ่ง ๑๙๙๓-๑๙๙๕  ยังจำได้ว่า ท่านภิกษุณีแฮชุนซุก นั่งรถเข็นลงมาลงคะแนนเสียงให้  ท่านยกมือชูแล้วเชียร์ว่า “กบิลสิงห์ กบิลสิงห์”

หลังจากการจัดงานเสนอบทความทางวิชาการแล้ว  คุณรันชนีจัดทริปพาคณะที่มาร่วมประชุมไปไหว้พระเขียวแก้วที่เมืองแคนดี้  ตรงนี้ได้ใจชาวต่างชาติมาก เพราะคุณรันชนีจัดช้างมาต้อนรับชาวศากยะธิดา  ท่านผู้อ่านลองนึกภาพตามนะคะ ที่แคนดี้นี้ เป็นเมืองที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว และทุกปีจะมีการจัดขบวนอัญเชิญพระเขี้ยวแก้วขึ้นบนหลังช้างไปตามท้องถนนให้ผู้คนได้สักการะ ชาวต่างชาติที่มาก็รู้สึกประมาณนั้น เมื่อได้เห็นช้างมาต้อนรับและนำขบวน

ผู้มาร่วมงานประชุมเข้าสู่อาคารที่ประชุมที่เมืองแคนดี้

เสียงคลิกกล้องกันใหญ่

ในการประชุมแต่ละครั้ง ท่านภิกษุณีเล็กเชจะรวบรวมบทความทางวิชาการแล้วจัดพิมพ์เผยแพร่ต่อไป

ตอนนั้น ศากยะธิดานานาชาติก็ยังไม่เข้มแข็ง ในการจัดงานแต่ละครั้ง เมื่อมีรายได้เข้ามา  ศากยะธิดานานาชาติลงทะเบียนเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลประโยชน์ในสหรัฐอเมริกาที่มีที่ทำการอยู่ในฮาวาย ก็ต้องการให้ศากยะธิดาท้องถิ่นที่จัดงาน โอนรายได้ที่เหลือจากการจัดงานเข้ากองกลาง  ปรากฏว่าทั้งประเทศไทย และ ศรีลังกาไม่เห็นด้วย  เพราะเป็นเงินที่ท้องถิ่นหามาเองทั้งสิ้น ศากยธิดานานาชาติเข้ามาเพียงในนามเท่านั้น

คุณรันชนีใช้เงินที่เหลือจากการจัดงานในการสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมศากยะธิดาศรีลังกา

สิ่งที่เป็นรูปธรรมที่เกิดขึ้นในศรีลังกา เมื่อชาวพุทธศรีลังกาได้เห็นการจัดงานประชุมที่ออกข่าวทีวีไปแล้ว  นายคุณะเสนา ออกปากถวายที่ดิน อยู่ในซอยธัมมานันทะ ที่ปานะทุระ ที่ดินนี้ติดน้ำด้วย

เมื่อได้ฟังทีแรก ผู้เขียนนึกภาพไม่ออกเลย  ที่ดินเป็นผืนแคบยาว เหมือนเส้นก๋วยเตี๋ยว เป็นหนองน้ำแฉะๆ

คุณรันชนีจัดการถมดิน หมดไปหลายร้อยคันรถ แล้วทำเรื่องขอทุนจากเยอรมัน ชาวเยอรมันที่คุณรันชนีรู้จัก และช่วยหาทุนให้ก็มาจากแวดวงศากยะธิดานั่นเอง

ค.ศ.๒๐๐๐ ทำพิธีเปิดศูนย์ปฏิบัติธรรมศากยะธิดาสำเร็จ  ใช้เวลาเพียง ๗ ปี

ผู้เขียน เองได้รับเลือกเป็นประธานศากยะธิดานานาชาติครั้งที่สอง ค.ศ.๑๙๙๓ และอยู่ในตำแหน่งจน ๑๙๙๕

ค.ศ.๑๙๙๕  ศากยะธิดาไปจัดประชุมที่ลาดัก ประเทศอินเดีย  แต่วัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นธิเบต ลาดัคจึงได้รับการขนานนามว่า ธิเบตน้อยในอินเดีย

ทุกครั้งที่มีการประชุมศากยะธิดา จะมีการนำเสนอบทความที่เกี่ยวกับภิกษุณี ปัญหา อุปสรรคที่ภิกษุณีในแต่ละประเทศพบ  วิธีการแก้ปัญหา ฯลฯ

เรียกได้ว่า ศากยะธิดาเป็นสนามความรู้ ที่เปลี่ยนกระบวนความคิดของสตรีชาวพุทธอย่างยิ่ง

ตัวอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนนึกออกขณะนี้  คือท่านสันตินี ชาวอินโดนิเซีย เดิมเป็นแม่ชี ไปปฏิบัติธรรมในวัดของพระภิกษุไทยในอินโดนิเซีย  ท่านไม่เคยคิดถึงเรื่องการบวชภิกษุณีเพราะเข้าใจว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้  ผิดพระวินัย ฯลฯ แต่เมื่อได้อ่านงานของกลุ่มศากยะธิดา จึงมาถึงจุดเปลี่ยน และได้แสวงหาการอุปสมบท จนในที่สุดได้อุปสมบทเป็นภิกษุณี ค.ศ. ๒๐๐๐ (พ.ศ.๒๕๔๓) กลายเป็นภิกษุณีสายเถรวาทรูปแรกของอินโดนิเซีย  เป็นต้น

เฉพาะพื้นที่นี้ ขณะที่เรายังอยู่กับศากยะธิดาในศรีลังกา  คุณรันชนี เป็นตัวตั้วตัวตี ในการจัดการบรรพชาอุปสมบทแก่สตรีชาวพุทธ เมื่อผู้เขียนออกบวชครั้งแรก ก็ได้มาปลงผมที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมศากยะธิดา ได้ปลงผมใต้ต้นบุนนาค เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.๒๐๐๑ ต้นบุนนาคนั้น ก็ยังยืนต้นอยู่จนถึงทุกวันนี้

คุณรันชนี เป็นทายิกาที่จัดการทั้งบรรพชา และอุปสมบทให้ผู้เขียนใน ๒ ปี ถัดมาด้วย

และด้วยความที่ต้องจัดการการอุปสมบทให้แก่สตรีชาวพุทธที่ติดต่อเข้ามาทางศากยะธิดาศรีลังกามากขึ้น  ในที่สุดคุณรันชนีจึงสร้างสีมาน้ำ เพราะที่ดินของศูนย์ปฏิบัติธรรมศากยะธิดามีทางออกทางน้ำอยู่แล้ว

รูปทรงเป็นอาคารไม้โปร่งหกเหลี่ยมตั้งอยู่ชายน้ำ ทางเดินที่ทอดไปสู่อาคารตั้งใจทิ้งช่วงมีระยะห่าง ๑ นิ้ว  ตัดขาดจากสิ่งก่อสร้างอื่น เพื่อให้เป็นอาคารที่มีน้ำล้อมรอบอย่างแท้จริง  นิมนต์พระภิกษุสงฆ์มาสมมติสีมาให้เรียบร้อยถูกต้องตามพระวินัย  สามารถใช้เป็นพื้นที่จัดการอุปสมบทได้ถูกต้อง เรียกว่า สิมน้ำ หรือสีมาน้ำ

ท่านวิจิตตนันทา มีโครงการที่จะสร้างสีมาให้แข็งแรงมั่นคง แทนที่สีมาปัจจุบันซึ่งเป็นไม้

แต่รัฐบาลปัจจุบันไม่อนุมัติ เพราะเป็นการทำลายชายฝั่ง  ปัญหาแบบเดียวกับบ้านเราที่ใครที่อยู่ริมน้ำ นึกอยากจะสร้างอะไรก็สร้างยื่นออกไปในน้ำ ทั้งๆที่ทางน้ำเป็นของสาธารณะ  ท่านวิจิตตนันทาก็ยังนึกว่า เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล ท่านจะพยายามขออนุญาตอีก  แต่ผู้เขียนคิดว่า สีมานั้น สามารถสร้างบนฝั่งในพื้นที่ของศูนย์ได้  โดย ไม่ต้องไปบุกรุกชายน้ำของสาธารณะ

ในช่วงแรก คุณรันชนียังต้องวิ่งไปมา เพราะยังไม่มีภิกษุณีที่จะดูแลศูนย์ศากยะธิดาได้จนกระทั่งได้พบภิกษุณีวิจิตตนันทา ชาวศรีลังกาจากเมืองนูวารา ท่านวิจิตตนันทา อุปสมบทที่วัดตโปทานรามยะ ค.ศ.๒๐๐๒ แก่พรรษากว่าท่านธัมมนันทาพรรษาเดียว

ตอนนี้ ลงตัวมากๆ สามเณรี และสิกขมานาจากไทยนิยมติดต่อไปที่ศากยะธิดาศรีลังกา เพื่อให้ท่านวิจิตตนันทาจัดการอุปสมบทให้

เมื่อต้นปี วันที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๙ เครือข่ายภิกษุณีสงฆ์เถรวาทเอเซียมาจัดงานอุปสมบท ๑๑ รูปจาก ๓ ประเทศ คือ ประเทศไทย เวียตนาม และบังกลาเทศ

ครั้งล่าสุด ท่านธัมมนันทาเองก็นำสิกขมานาที่เป็นลูกศิษย์ท่าน ๓ รูปไปอุปสมบทที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมศากยะธิดา เมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๙

เรียกว่าไปใช้บริการหัวปีท้ายปีเลยทีเดียว

ภิกษุณีศานตนันทา  ที่เป็นมือขวาของท่านวิจิตตนันทา เป็นชาวศรีลังกาที่มาจากเมืองเดียวกัน คือมาจากนูวารา  ทั้งสองท่านพูดและเขียนภาษาอังกฤษได้  การใช้ภาษาอังกฤษได้เป็นปัจจัยสำคัญในการติดต่อกับโลกภายนอก

โดยภาพรวมของศรีลังกา ทุกวัด จะเป็นวัดเล็กๆ อยู่กัน ๒-๓ รูป แต่มีกิจกรรมให้ญาติโยมเต็มที่ เวลาที่จะลงปาฏิโมกข์ก็ต้องไปรวมตัวกันที่วัดใหญ่ ลำบากในการเดินทางอยู่บ้าง

จากการขับเคลื่อนของศากยะธิดาที่มาประชุมที่ศรีลังกา ค.ศ.๑๙๙๓ สร้างความตื่นตัวให้กับทั้งคณะสงฆ์และชาวเมือง ค.ศ. ๑๙๙๘ เป็นครั้งแรกที่ทศศีลมาตาชาวศรีลังกา ๒๐ รูป ได้รับการคัดเลือก และโดยการนำของพระเถระ ๑๐ รูป ออกไปพุทธคยาเพื่อเข้าร่วมในการอุปสมบทที่จัดโดยคณะสงฆ์ของโฝวกวางซัน เป็นการอุปสมบทที่มีทั้งภิกษุณีสงฆ์และภิกษุสงฆ์

หลังจากการอุปสมบทครั้งนั้น  พระเถระโดยการนำของท่านศรีลุมังคโล (ต่อมาค.ศ.๒๐๐๕ ได้เป็นมหานายกของสยามวงศ์)  ได้นำพระภิกษุณีที่บวชใหม่ ทั้ง ๒๐ รูป ไปบวชโดยพระภิกษุสงฆ์สายเถรวาทเท่านั้น ที่วัดศรีลังกา ในเมืองสารนาถ

นับเป็นการเกิดขึ้นของภิกษุณีสงฆ์สายเถรวาทครั้งแรก จุดเริ่มต้นของการอุปสมบทภิกษุณีสายเถรวาทก็เริ่มต้นมาแต่บัดนั้น

ความเชื่อมโยงระหว่างประเด็นการเกิดขึ้นของภิกษุณีในเถรวาทมีความใกล้ชิดกับขบวนการของศากยะธิดาอย่างชัดเจน

เป็นประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งที่เราต้องบันทึก

เราอาจจะถามต่อว่า ทำไมศรีลังกา

ศรีลังกามีประวัติศาสตร์การสืบทอดภิกษุณีสงฆ์ที่ชาวศรีลังกาจดจำด้วยความประทับใจ ศรีลังกาเป็นประเทศเดียวที่รับสืบทอดสายการบวชภิกษุณีสงฆ์มาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๓ ในรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราชในอินเดีย และพระเจ้าติสสะในศรีลังกา

ศรีลังกาจึงเป็นประเทศที่มีความพร้อมมากที่สุดในการรื้อฟื้นภิกษุณีสงฆ์ในยุคใหม่

 
ทรงธรรมกัลยาณีภิกษุณีอาราม เลขที่ 195 ถนนเพชรเกษม ต. พระประโทน อ.เมืองฯ จ.นครปฐม 73000
โทร. (034)258-270 โทรสาร (034) 284-315 E-mail: dhammananda9d@gmail.com
Copyright (c) 2002-2006 Thai Bhikkhunis All rights reserved.


จำนวนผู้เข้าชม ตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2549