จากหนังสือพิมพ์ โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน 2546

         แม้ว่าสังคมพุทธได้สูญเสียภิกษุณีองค์แรกของประเทศไทยไปเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2546 แต่การมรณภาพของพระมหาโพธิธรรมาจารย์ วงศ์ศากยะ (ภิกษุณีวรมัย กบิลสิงห์) มิได้หมายถึงการสิ้นสายของภิกษุณีสงฆ์ในประเทศไทยตรงกันข้าม หนทางที่ท่านภิกษุณีได้ปูไว้เป็นรากฐานอันสำคัญที่ทำให้พุทธศาสนาของไทยได้มีพุทธบริษัทสี่ครบองค์จนทุกวันนี้
         ภิกษุณีวรมัย กบิลสิงห์ ได้รับการบรรพชาอุปสมบทจากไต้หวัน พ.ศ. 2514 แต่ได้รับศีล 8 ก่อนหน้านี้จากท่านเจ้าคุณพรหมมุนี รองเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อ พ.ศ. 2499 และได้ก่อตั้งวัตรทรงธรรมกัลยาณีที่จังหวัดนครปฐม ตั้งแต่ พ.ศ. 2501 ท่านได้ทำงานเผยแพร่พระพุทธศาสนาและอบรมสั่งสอนพุทธศาสนิกชนมาตลอดช่วงอายุของท่าน หลักศาสนธรรมที่ท่านถ่ายทอดล้วนเป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้จริงและเป็นหลักที่เน้นการสร้างความรัก ความเมตตา และความสันติระหว่างเพื่อมนุษย์ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเพศเชื้อชาติ และชนชั้นใดก็ตาม
          ในฐานะของภิกษุณีองค์แรก ท่านได้รับการต่อต้านจากคณะสงฆ์และกลุ่มชาวพุทธที่ไม่เข้าใจในสมัยนั้น แต่เนื่องจากท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ทางธรรมและมีงานช่วยเหลือสังคมอย่างมากมาย จึงทำให้แรงศรัทธาและแรงสนับสนุนของชาวพุทธที่มีต่อท่านนั้น กลบกระแสต่อต้าน ประกอบกับความสนใจของสื่อมวลชนยังไม่มากนัก จึงทำให้การปฏิบัติธรรมและเผยแพร่คำสอนของภิกษุณีองค์แรกของประเทศไทยนี้ดำเนินต่อไปได้ ท่านได้เคยกล่าวไว้ว่า การครองผ้าจีวรสีเหลืองอ่อนของท่านอาจเป็นปรากฏการณ์ที่แปลกใหม่สำหรับคนไทย แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเราไม่ชินกับสายตาเท่านั้น และการใช้สีเหลืองอ่อนนี้ทางกรมการศาสนาในสมัยนั้นได้เคยนำไปกราบทูลสมเด็จพระสังฆราชเจ้า สกลมหาสังฆปริณายก วัดบวรนิเวศวิหารว่า จะเป็นการทำความเสื่อมเสียให้แก่คณะสงฆ์หรือไม่ ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงตัดสินว่า ไม่เป็นการเสียหายแก่คณะสงฆ์แต่อย่างใด
          จึงเป็นที่เข้าใจได้ว่า การห่มสีผ้านั้นไม่ใช่เครื่องกำหนดพื้นที่ระหว่างเพศ เพราะสีเหลืองคือสัญลักษณ์ของศาสนา มิใช่สัญลักษณ์แห่งเพศใดเพศหนึ่ง การสร้างเงื่อนไขเรื่องสีของจีวรจึงไม่น่าจะเป็นความคิดแนวพุทธ เพราะเป็นอคติที่นำไปสู่การแบ่งแยกโดยแท้
          บทบาทที่เด่นชัดประการหนึ่งของภิกษุณีวรมัยในฐานะหนึ่งในพุทธบริษัทสี่คือ การนำเอาคุณค่าและศักยภาพกลับคืนสู่ผู้หญิง โดยเฉพาะคุณค่าของความเป็น
"แม่" ซึ่งท่านเพียรย้ำอย่างยิ่งว่า หากผู้หญิงทุกคนที่เป็นแม่ได้มีโอกาสเข้าถึงธรรมะ สังคมไทยก็จะไม่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง ความรุนแรงและความเอารัดเอาเปรียบกันขนาดนี้ เพราะจิตใจและปัญญาที่เห็นธรรมของผู้เป็นแม่เท่านั้นที่จะถ่ายทอดความงดงามนี้สู่ลูกหลานต่อไปได้ ไม่ใช่ความมั่งมีเรื่องทุนทรัพย์หรือความมีสถานะทางสังคม ศีลธรรมและเมตตาที่บกพร่องของแม่รวมทั้งของพ่อนี้เองที่เป็นสาเหตุหนึ่งของความรุนแรงในเด็กและเยาวชนในทุกวันนี้ ภิกษุณีวรมัยได้เคยตั้งคำถามไว้กับสังคมว่า หากผู้หญิงได้รับโอกาสในการปฏิบัติธรรมตามศักยภาพที่มี สังคมนี้จะน่าอยู่กว่าที่เป็นหรือไม่ ทำไมเราจึงฝากหน้าที่ของการบ่มเพาะจิตวิญญาณของเด็กและเยาวชนไว้ที่ฝ่ายชายอย่างเดียว ทั้งๆ ที่ในทางปฏิบัติแล้ว วัฒนธรรมไทยมอบบทบาทและความไว้วางใจนี้ให้แก่ผู้หญิงมาตลอด
          คำถามนี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการได้มีโอกาสบวชและปฏิบัติธรรมของผู้หญิงเท่านั้น แต่ท่านยังได้สอนผู้หญิงทุกคนให้ตระหนักถึบงความสำคัญของการแสวงหาปัญญาทางธรรม เพราะนี่คือ จิตสำนึกที่จำเป็นสำหรับการสร้างสังคมเข้มแข็งด้วย
         
คำสอนอีกประการหนึ่งที่ ภิกษุณีวรมัย กบิลสิงห์ เน้นย้ำและท่านได้ปฏิบัติให้ดูเป็นตัวอย่างเสมอมา คือการเป็นอยู่อย่างเรียบง่ายและพอเพียง ซึ่งนั่นหมายถึงการทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เพราะเชื่อมั่นว่าทุกคนทำได้ เช่น ในสมัยที่ท่านต้องเลี้ยงดูลูกหลานจำนวนมากที่มาพึ่งพิงท่านที่วัด ภิกษุณีวรมัยได้ลงมือทำนาปลูกข้าวและพืชผักหลายชนิดในพื้นที่ของวัดเองเพื่อแก้ปัญหาความขาดแคลนอาหาร ท่านได้แสดงให้เห็นแล้วว่าท่านพร้อมทำงานหนักเพียงเพื่อให้ลูกผู้หญิงจำนวนมากที่ท่านอุปการะได้เรียนหนังสือและได้ศึกษาธรรม ท่านเชื่อมั่นว่าการศึกษาจะเป็นเครื่องห่อหุ้มกายที่สำคัญของผู้หญิง
          น่าคิดต่อไปว่า หากวัดและสถานปฏิบัติธรรมของภิกษุณีและผู้หญิงได้รับการสนับสนุนและขยายออกไปมากกว่าที่เป็นอยู่นี้ สังคมไทยของเราจะมีบ้านพักที่ปกป้องคุ้มครองและเสริมสร้างศักยภาพแก่ผู้หญิงได้มากเพียงไหน จำนวนของผู้หญิงที่ถูกทำร้ายหรือต้องเลือกเดินเข้าสู่การขายบริการจะลดน้อยลงเพียงใด
          ในช่วงที่ท่านยังแข็งแรง ภิกษุณีวรมัย กบิลสิงห์ ไม่เคยหยุดการเดินทางเพื่อไปแจกจ่ายสิ่งของและเยียวยารักษาอาการเจ็บป่วยของผู้คนที่ยากไร้ทั่วประเทศ แม้กระทั่งตามแนวชายแดน ท่านพูดอยู่เสมอว่าสังคมไทยนี้ยังมีคนที่ตกทุกข์ได้ยากอีกมาก เราชาวพุทธย่อมไม่อาจผลักไสพวกเขาออกไปพ้นตัวของเราได้ ความคิดเหล่านี้สะท้อนถึงปณิธานและพันธกิจของท่านในฐานะพระโพธิสัตต์ ที่เน้นการช่วยเหลือแบ่งเบาความทุกข์ยากเดือดร้อนของคนทั่วไป เพราะการเดินตามทางแห่งโพธิสัตต์มรรคนั้น เน้นว่าจะไม่ไปสู่นิพพานคนเดียว แต่จะช่วยให้ผู้อื่นสำเร็จมรรคผลด้วย นั่นคือ จะปลดเปลื้องทุกข์ของสรรพสัตว์ทั้งหลาย และให้เข้าถึงความเป็นพุทธะคือความรู้แจ้งเช่นกัน แม้จะทำให้เวลาของการบรรลุซึ่งนิพพานล่าช้าก็ตาม
           แนวทางโพธิสัตต์ของท่านจึงเป็นเสมือเส้นทางสายเอกที่แม้จะคดเคี้ยวและวกวน แต่ไม่ว่าจะปูทอดไปตรงไหน ก็ล้วนแต่นำมาซึ่งความหลุดพ้นของสรรพชีวิตที่เวียนว่ายอยู่กับความเจ็บปวดนั่นเอง ภิกษุณีวรมัย กบิลสิงห์ ได้เคยกล่าไว้ว่า ทานบารมีนั้นเป็นของไม่ยากทำไดทุกคน ถ้ามีความเข้มแข็ง มีความกล้า คิดช่วยตัวเองด้วยการเลิกสิ่งที่ผิดศีล ไม่ท้อถอย และหัดยื่นมือออกให้คนอื่นได้พึ่งพิง จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้อย่างยิ่งหากสังคมพุทธของเราได้นำหลักการของศีลโพธิสัตต์มาผสมผสานกับความละวางจากตัวตนตามแนวทางของพุทธเถรวาทที่มุ่งสู่ความหลุดพ้น
           คำสอนและความมุ่งหวังของท่าน ภิกษุณีวรมัย กบิงสิงห์ ที่จะเห็นชุมชนแห่งภิกษุณีสงฆ์ในแนวทางแห่งโพธิสตต์ อันเป็นแนวทางของพุทธศาสนาเพื่อสังคม จึงเป็นสิ่งที่เราชาวพุทธน่าจะระลึกถึงในแง่ของคุณูปการที่ท่านได้กรุณาสืบสายการบวชของผู้หญิงไว้ในสังคมไทยเพื่อที่จะเปิดโอกาสให้ผู้หญิงและผู้ชายได้ช่วยกันทำประโยชน์และสร้างทานบารมีโดยไม่จำกัดเพศ
          
การเริ่มต้นของภิกษุณีวรมัย กบิลสิงห์ ได้เป็นเสมือนเทียนเล่มแรกที่บอกเราว่าการทำงานเพื่อพระศาสนานั้นเป็นวิถีแห่งคนกล้าโดยแท้ และยังมีเทียนอีกหลายเล่มที่จุดสว่างตามท่านแล้วในวันนี้....การอยู่ร่วมพรรษาของคณะภิกษุณีสงฆ์จำนวน 5 รูป ในช่วงเข้าพรรษาที่จะถึงนี้ที่วัตรทรงธรรมกัลยาณีคือ การเติมเต็มแห่งพุทธบริษัทสี่อีกก้าวหนึ่งและย่อมจะมีอีกก้าวต่อๆ ไป
กลับหน้า   ข่าวล่า

 วัตรทรงธรรมกัลยาณี เลขที่ 195 ถนนเพชรเกษม ต. พระประโทน อ. เมืองฯ จ. นครปฐม 73000
โทร. (034) 258-270 โทรสาร (034) 284-315   E- mail : dhammananda99@hotmail.com
Copyright (c) 2002-2003 Thaibhikkhunis.org  All rights reserved.