ถอดความโดย วิรจิต เลี่ยนจำรูญ

         สามเณรีธรรมนันทา หรือ ดร.ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ ถือกำเนิดในประเทศไทยเมื่อปีพ.ศ.2488 สำเร็จการศึกษาขั้นปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยมากัดท์ ประเทศอินเดีย ขั้นปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเมคมาสเตอร์ ประเทศแคนาดา และกลับไปศึกษาต่อจนสำเร็จปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยมากัดท์ จากนั้นได้ใช้เวลากว่า 20 ปีเป็นอาจารย์สอนวิชาปรัชญาพุทธศาสนาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กระทั่งเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2544ได้อุปสมบทเป็นสามเณรีที่ประเทศศรีลังกามีพระอุปปัชชาชาวศรีลังกาคือท่านธรรมโลกามหาเถระภิกขุ ผู้รักษาการณ์เจ้าคณะ แห่งเมืองอมราปุระ นอกเหนือจากเคยเป็นบรรณาธิการวารสารภาษาอังกฤษชื่อ "Thai Women in Buddhism” แล้ว ท่านยังมีงานเขียนหนังสือแนวพุทธศาสนาอีกมากมาย และเคยดำรงตำแหน่งประธานองค์กรประสานความร่วมมือของผู้หญิงในประเทศที่นับถือศาสนาพุทธที่ชื่อว่า ”ศากยธิดา” - ลูกสาวของพระพุทธเจ้า
          เมื่อเดือนมิถุนายน 2545 ท่านสามเณรีได้เดินทางไปเยือนประเทศมาเลยเซียตามคำเชิญของชมรมพุทธรัตนตรัย(Buddhist Gems Fellowship – BGF) แห่งเมืองอีโปห์ คราวนั้นได้แสดงปาถกถาธรรมในที่ต่างๆได้แก่สมาคมพุทธธรรมแห่งอีโปห์ พุทธศาสนิกมหาวิหาร และBGF ระหว่างพำนักอยู่ที่ BGFได้ให้สัมภาษณ์และสนทนาธรรมกับคุณลีบีซิม คุณโลว์หยินเตียง และคุณเจคลีน วีซูหยิน ถึงเบื้องหลังความคิดของการเดินทางเข้าสู่เส้นทางนักบวชหญิงท่ามกลางบรรยากาศของการโต้เถียงระหว่างฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้าน ความคิดเห็นต่อเรื่องผู้หญิงกับพุทธศาสนา และชีวิตหลังการบวช
          ลี บี ซิม : การมีคุณแม่ซึ่งบวชเป็นภิกษุณีมาก่อน มีอิทธิพลต่อการบวชสามเณรีของท่านมากไหมคะ ?
          สามเณรีธรรมนันทา : แน่นอนค่ะอาตมาได้รับอิทธิพลจากท่านมาพอสมควรทีเดียว เมื่อเราได้ศึกษาธรรมะและลงมือปฏิบัติธรรมไปสักระยะหนึ่งความเคารพศรัทธาต่อพระรัตนตรัยจะบังเกิดขึ้นภายในตัวเรา และความศรัทธานี่เองที่มีอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงต่ออาตมา อย่างไรก็ตามการใช้ชีวิตในแนวทางพระโพธิสัตต์ของคุณแม่ยิ่งทำให้เกิดความเชื่อมั่นต่อแนวทางนี้ ท่านเปลี่ยนบ้านที่เราอาศัยให้กลายเป็นวัด ท่านเคยพูดไว้ว่าแม้ท่านจะใช้ชีวิตอย่างนักบวชแต่หน้าที่ของความเป็นแม่หาได้สิ้นสุดลงไปด้วยไม่ ลูกๆทุกคนถูกเลี้ยงดูภายใต้บรรยากาศของวัด อาตมาจึงได้รับการฝึกฝนเรื่องการสวดมนต์จากนักบวชหญิงตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็ก
          ลี บี ซิม : ในฐานะที่ท่านเคยเป็นนักวิชาการสอนด้านพุทธศาสนามานานกว่า 20 ปี เมื่อผันชีวิตมาเป็นนักบวชท่านได้ใช้ความรู้ชำนาญที่มีอย่างไรบ้างคะ..?
          สามเณรีธรรมนันทา : การเป็นนักบวชของอาตมามิได้ทำให้หน้าที่ของความเป็นครูยุติลงไปด้วย ก่อนหน้านั้นการสอนของอาตมาจำกัดอยู่เฉพาะในวงการศึกษา แต่ปัจจุบันการสอนได้ขยายกว้างออกไปถึงเรื่องของการดำเนินชีวิตที่ดีงามให้แก่ผู้คนทั่วไปในสังคม ในมหาวิทยาลัยอาตมาทำหน้าที่เป็นผู้ให้อาหารแก่สมองของนักศึกษา แต่ปัจจุบันอาหารที่อาตมาหยิบยื่นให้นั้นเป็นอาหารสำหรับหล่อเลี้ยงจิตใจให้อิ่มเอิบงดงาม ผู้ฟังซึ่งจากเดิมเป็นเพียงนักศึกษา ปัจจุบันมีความหลากหลายมากกว่าเช่น เกษตรกร พ่อค้า แม่บ้าน นักธุรกิจ หรือแม้กระทั่งคนที่ไม่มีการศึกษา ด้วยเหตุนี้อาตมาจึงต้องการรับรู้ถึงความต้องการและปัญหาที่เขาเผชิญในชีวิต ก็เพื่อต้องการจะช่วยเหลือให้ความทุกข์ที่เขามีเบาบางลง
          ผู้คนที่เข้ามาที่วัดของอาตมานั้นมาด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน บางกลุ่มต้องการเพียงเพื่อจะได้เครื่องลางของขลังและเก็บภาพถ่ายที่มีมือของอาตมาวางไว้บนศีรษะของเขาเพื่อเก็บไว้บูชา อาตมามิได้ปฏิเสธบุคคลประเภทนี้แต่จะใช้
          โอกาสนี้ค่อยๆสอดแทรกเนื้อหาธรรมะพื้นฐานที่สามารถเข้าใจได้ง่าย เพื่อยกระดับความเข้าใจของเขาขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง บางคนบอกกับอาตมาว่าเขาไม่กล้าเข้าวัดเพราะไม่มีเงินสำหรับทำบุญ อันที่จริงการปฏิบัติธรรมถือเป็นการทำบุญกุศลที่สำคัญเหนือกว่าการบริจาคเงินทองทำบุญให้วัดด้วยซ้ำไป อาตมาจะใช้เวลาอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อเปลี่ยนความคิดของผู้คนไปสู่ความเข้าใจที่ถูกต้องว่าบุญที่แท้ หมายถึง การปฏิบัติตนตามคำสอนของพระพุทธองค์อย่างบริสุทธิ์ใจอย่างซื่อสัตย์
            
ลี บี ซิม : พระพุทธเจ้าของเรานั้น มิได้ทรงมีอคติในเรื่องความแตกต่างทางเพศ แต่เหตุใด..ในช่วงแรกพระองค์กลับลังเลที่จะอนุญาตให้สตรีเข้ามาบวชในพระศาสนา..?
            
สามเณรีธรรมนันทา : ผู้คนทั่วไปมักตีความ”ความลังเล”ไปในทางที่ไม่ดี ที่จริงไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างนั้นเสมอไป เมื่อครั้งที่พระพุทธองค์ทรงบรรลุธรรมใหม่ๆก็ทรงลังเลพระทัยที่จะสอนเพื่อนมนุษย์ให้รู้ตามเช่นเดียวกัน จนกระทั่งพระพรหมสหัมบดีได้ขอร้องพระองค์เอาไว้ ครั้นพระแม่น้านางมหาปชาบดีโคตมีทูลขอที่จะออกบวช พระองค์ทรงลังเลเพราะเงื่อนไขทางสังคมและวัฒนธรรมของอินเดียในสมัยนั้นไม่ยอมรับการเป็นนักบวชของเพศหญิง พระองค์ทรงทราบดีว่าเป็นเรื่องลำบากยากเข็ญสำหรับผู้หญิงที่จะใช้ชีวิตนักบวชภายใต้เงื่อนไขที่จำกัดของสังคมในเวลานั้น ดังนั้นความลังเลของพระองค์ก็เพื่อให้มั่นใจว่าพระน้านางมีความเข้าใจอย่างแท้จริงในเรื่องผลกระทบที่จะเกิดตามมาภายหลังการออกบวชของพระนาง เมื่อพระองค์ทรงปฏิเสธพระนางได้ออกเดินทางด้วยเท้าเปล่าเสด็จตามพระพุทธองค์จากพระราชวังไปยังเมืองเวสาลีอย่างยากลำบากพร้อมกับราชนิกูลในศากยวงศ์อีก 500 นาง ทั้งนี้เพื่อพิสูจน์ความตั้งพระทัยจริง ความไม่ทรงรีบร้อนให้ผู้หญิงออกบวชในอีกแง่หนึ่งเป็นการให้เวลาแก่สตรีชาววังเพื่อเตรียมความพร้อมและเผชิญกับความเป็นจริงว่าจะต้องพบกับความลำบากและภัยอันตรายอะไรบ้างเมื่อต้องใช้ชีวิตอย่างนักบวชในป่าเขา
              
ลี บี ซิม : กล่าวกันว่าการอุบัติขึ้นของภิกษุณีจะทำให้อายุของพุทธศาสนาสั้นลง พระพุทธองค์ตรัสไว้อย่างนั้นจริงหรือไม่ ?
              
สามเณรีธรรมนันทา : เมื่อพระองค์ตัดสินพระทัยยอมให้สตรีบวชในพุทธศาสนาได้ แสดงว่าผู้หญิงมีจิตวิญญาณที่สามารถบรรลุธรรมได้เช่นเดียวกับเพศชาย การกล่าวว่าอายุของพุทธศาสนาจะสั้นลงจาก 1,000 ปีเหลือเพียง 500 ปีนั้น ได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดแจ้งแล้วว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เนื่องจากปัจจุบันพุทธศาสนาได้สืบต่อกันมาถึง 2,500 ปีแล้ว ดังนั้นคำพูดดังกล่าวคงมิได้ออกมาจากพระโอษฐ์ของพระองค์เอง ยิ่งไปกว่านั้นพระองค์ยังทรงตั้งครุธรรม 8 ประการให้ฝ่ายภิกษุณีถือปฏิบัติเพิ่มเติมทั้งนี้เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่คณะสงฆ์ ดังนั้นข้อกังขาที่ว่าพุทธศาสนาจะเสื่อมลงเพราะการเกิดขึ้นของภิกษุณีก็น่าจะหมดไป การอ่านเนื้อหาในพระไตรปิฎกควรอ่านอย่างพินิจพิเคราะห์และคำนึงถึงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องโดยรวมด้วย การเลือกอ่านเพียงบางข้อความอย่างโดดๆโดยไม่เชื่อมโยงเนื้อความส่วนอื่นในคำสอนของพระองค์ทำให้ไม่อาจเข้าใจสาระสำคัญทั้งหมดได้ ในบางครั้งการหยิบยกเอาเนื้อหาเพียงบางส่วนออกมาพูด มักทำให้เกิดการตีความคำพูดไปในแง่ลบได้ ซึ่งอาจผิดเพี้ยนไปจากเจตนาที่แท้จริงของพระพุทธองค์
               
ลี บี ซิม : มีแนวความคิดที่ว่าผู้หญิงบวชเพราะต้องการหนีปัญหาชีวิต ท่านมีความเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร..?
               
สามเณรีธรรมนันทา : ใช่บางคนอาจจะเป็นอย่างนั้นจริง แต่เท่าที่อาตมารู้หลายท่านบวชเพราะต้องการดำเนินชีวิตตามรอยพระศาสดา ทั้งนี้มิใช่เพื่อความสงบสุขของตนเองเท่านั้นแต่เพื่อความสุขของเพื่อนมนุษย์ด้วย การมีดวงจิตที่เปี่ยมด้วยความเมตตานับเป็นชีวิตที่เอื้อประโยนช์แก่ผู้อื่นมาก ดังนั้นจึงมิใช่การบวชเพื่อหนีปัญหาแต่อย่างใด
               
ลี บี ซิม : ท่านพูดถึงความเมตตาในฐานะที่เป็นแรงดลใจอันหนึ่งของผู้ที่ต้องการจะบวช ทำไมความเมตตาถึงมีความสำคัญมากขนาดนั้น. .?
               
สามเณรีธรรมนันทา : ความเมตตากรุณาเป็นคุณธรรมที่มุ่งเน้นในฝ่ายพุทธศาสนามหายาน ซึ่งสนับสนุนการนำพาเพื่อนมนุษย์ให้หลุดพ้นไปด้วยกันเสมือนว่าผู้คนในโลกใบนี้เป็นครอบครัวเดียวกัน สำหรับทางฝ่ายเถรวาทเรามุ่งเน้นการบรรลุธรรมโดยลำพังซึ่งมิได้หมายความว่าเมตตาธรรมจะไม่มีมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วย อาตมาเห็นว่าพุทธบริษัทที่แท้ควรมีจิตใจของการเป็นผู้ให้มากกว่าการเรียกร้องเพื่อตัวเอง การที่ทุกคนจะต้องรักษาศีลเพื่อความบริสุทธิ์ของตนไว้ให้ได้นั้นก็มีความสำคัญ แต่ก็ไม่ควรลืมจิตวิญญาณของพระโพธิสัตต์ในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ หากเราสามารถรักษาศีลห้าไว้ได้อย่างมั่นคงแต่เมื่อเห็นเพื่อนบ้านที่ภรรยากำลังถูกทำร้ายโดยสามี ควรหรือไม่ที่เราจะวางเฉยโดยไม่เข้าไปช่วยเหลือเธอ? เราอาจมองว่านั่นคือวิบากกรรมของเธอเองทำให้ต้องประสบกับชาตะกรรมดังกล่าว แต่ถ้าเราอยู่ในฐานะที่จะเข้าไปช่วยเหลือได้เราควรจะออกไปช่วยเธอ คนเราจะมีความสุขอยู่ได้อย่างไรถ้าเห็นคนอื่นกำลังมีความทุกข์ ? ชาวพุทธที่ดีควรเข้าไปมีส่วนร่วมกับการแก้ไขปัญหาของสังคมด้วย
               
ลี บี ซิม : คนบางกลุ่มคิดว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่โดดเดี่ยว เพราะมุ่งเน้นที่การพัฒนาจิตวิญญาณของปัจเจกชน ท่านคิดอย่างไรคะต่อประเด็นนี้ ?
               
สามเณรีธรรมนันทา : การฝึกฝนจิตใจเป็นเรื่องเฉพาะตัวบุคคลอย่างยิ่ง แต่เมื่ออาตมานั่งอยู่กับคุณอาตมามีหน้าที่ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลต่อคุณและสิ่งมีชีวิตอื่นๆด้วย จะเห็นว่าเรามักอุทิศบุญกุศลหลังจากเสร็จสิ้นทำสมาธิให้แก่ผู้อื่นเสมอ ในเมื่อทุกๆชีวิตต้องประสบกับความทุกข์ไม่รูปแบบใดก็รูปแบบหนึ่ง ไฉนเราจึงไม่ร่วมแบ่งปันความสุขให้กันและกันด้วยเล่า บางครั้งเรารู้ดีว่าเมตตาธรรมเป็นเรื่องที่สำคัญแต่กลับไม่นำมาใช้ในชีวิตจริง เราควรเปิดใจให้กว้างแล้วเข้าไปมีส่วนร่วมรับผิดชอบสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวเราด้วย ไม่เฉพาะกับสิ่งที่มีชีวิตเท่านั้นแต่ควรรวมถึงสิ่งแวดล้อมด้วย เพราะความอยู่รอดของมนุษย์นั้นขึ้นกับความเป็นไปของสิ่งแวดล้อมอย่างยิ่ง การเปิดใจเชื่อมความสัมพันธ์กับผู้อื่นจะทำให้เรากลายเป็นคนที่เข้ากับผู้อื่นได้ดี
                
ลี บี ซิม : ในพุทธศาสนา กล่าวถึงคุณสมบัติ 5 ข้อที่ผู้หญิงต้องปฏิบัติเพื่อการเป็นภรรยาที่สมบูรณ์แบบ(เบญจกัลยาณี) ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการเพิ่มความด้อยของเพศหญิงมากกว่า ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น..?
                
สามเณรีธรรมนันทา : คำสอนดังกล่าวมาจากสังคมอินเดีย ไม่ใช่ลักษณะของพุทธศาสนาที่แท้ ในพุทธศาสนาระบุไว้ชัดเจนว่าหญิงและชายมีความเท่าเทียมกันทางจิตวิญญาณ คำสอนในพระสูตรบางข้อเป็นภาพสะท้อนค่านิยมของสังคมอินเดียในขณะนั้น ดังนั้นขณะที่อ่านพระไตรปิฎกเราควรแยกแยะให้ออกระหว่างเนื้อหาที่เจือด้วยบริบททางสังคมและที่แต่งเติมเสริมขึ้นมา ถ้าแยกแยะได้ก็จะตระหนักรู้ได้เองว่าสาระสำคัญของคำสอนของพระพุทธองค์นั้นปราศจากการแบ่งแยกหรือกีดกันในทุกรูปแบบ สำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจว่า ณช่วงเวลาที่พระองค์ได้ปลดปล่อยเพศหญิงให้เป็นอิสระนั้นอยู่ภายใต้บรรยากาศของสังคมอินเดียซึ่งมีความไม่เท่าเทียมกันระหว่างเพศสูงมาก หากเราเข้าใจตรงนี้เราจะซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธองค์อย่างยิ่งต่อความกล้าหาญที่พระองค์ทรงกระทำเพื่อปลดแอกจากบ่าของผู้หญิงอินเดียเมื่อ2,500ปีก่อน พระพุทธองค์ทรงกระทำการที่ทวนกระแสสังคมในขณะนั้นเป็นอย่างยิ่ง
                
ลี บี ซิม : การเป็นนักบวชในพุทธศาสนา ท่านพบอะไรที่เป็นอุปสรรคที่สำคัญที่สุด รวมทั้งเรื่องที่เห็นว่าท้าทาย ?
                
สามเณรีธรรมนันทา : อุปสรรคทั้งหลายล้วนเกิดจากภายในของอาตมาเอง อาตมาจะสามารถเรียนรู้จากความทุกข์ของตัวเองและของผู้อื่นได้อย่างไร การฝึกฝนทางจิตวิญญาณข้างในของตนเองเพื่อกลับไปสู่จิตเดิมแท้ก่อนที่จะถูกครอบงำด้วยสิ่งสกปรกที่สะสมมานานหลายภพหลายชาติให้ได้นั้นเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก
                
ลี บี ซิม : ท่านเพิ่งให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นเมื่อเร็วๆนี้ ดิฉันคิดว่าสื่อมวลชนได้ให้การสนับสนุนในความพยายามของท่านเพื่อการรื้อฟื้นภิกษุณีสงฆ์ขึ้นในประเทศไทย ท่านคิดว่าจะได้เห็นการยอมรับภิกษุณีสงฆ์ของวงการสงฆ์ไทยภายในช่วงชีวิตนี้หรือไม่คะ..
                
สามเณรีธรรมนันทา : อาจจะได้เห็นในที่ไหนสักแห่งที่ไม่ใช่ประเทศไทย... อย่างไรก็ตามครั้งนั้นสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ฟังภาษาอังกฤษไม่ได้ ดังนั้นรายการของซีเอ็นเอ็นอาจไม่ส่งผลอะไรต่อคนไทย แต่อาจจะส่งผลกระทบในประเทศอื่นๆ อาตมาคิดว่าขณะนี้ประเด็นของภิกษุณีเป็นที่ตื่นตัวอย่างมากในระดับสากล ในปี 1993 เป็นช่วงที่ดำรงตำแหน่งประธานของศากยธิดา อาตมาได้จัดงานสัมมนาให้แก่นักบวชหญิงจากทั่วโลก เจ้าหน้ารัฐของไทยให้ความเห็นแก่เราว่าไม่ควรใช้คำ”ภิกษุณี”สำหรับการสัมมนาในครั้งนั้น เรายินยอมทำตามคำแนะนำ แต่อย่างไรก็ตามผู้เข้าร่วมสัมมนาส่วนใหญ่ก็คือภิกษุณี จากนั้นถัดมาในปี 1996 เกิดมีภิกษุณีสงฆ์ชาวเกาหลีเดินทางไปศรีลังกาเพื่อทำพิธีบวชภิกษุณีให้กับชาวศรีลังกา ต่อมาในปี1998 คนกลุ่มนี้ก็ได้รับการบวชเป็นภิกษุณีอย่างเต็มรูปแบบด้วยพิธีกรรมแบบจีนร่วมกับภิกษุณีสงฆ์จากศรีลังกา ย้อนไปในปี1993 เห็นได้ว่าการสัมมนาครั้งนั้นส่งผลดีเกินกว่าที่อาตมาคาดหมายไว้อย่างมาก ดังนั้นในปี2001 อาตมาจึงตัดสินใจบวชเป็นภิกษุณีในสายเถรวาทที่ประเทศศรีลังกา เนื่องจากมีการโต้เถียงกันมากต่อเรื่องการบวชของผู้หญิงในประเทศไทย ซีเอ็นเอ็นได้หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาทำข่าวและขอสัมภาษณ์อาตมา คุณLoraine Hahn สัมภาษณ์สดจากสถานีข่าวของซีเอ็นเอ็น(จากสหรัฐอเมริกา) ส่วนอาตมานั่งตอบคำถามอยู่ที่วัตร มีประชาชนชาวมาเลยเซียจำนวนมากที่ได้รับชมรายการนี้ การบวชผู้หญิงไทยจะเป็นที่ยอมรับของคณะสงฆ์ไทยหรือไม่นั้น อาตมาน่าจะทิ้งคำถามนี้ไว้ให้คณะสงฆ์ได้ขบคิดต่อเอง แต่อย่าลืมว่าเรากำลังพูดถึงประชากรอีกครึ่งหนึ่งของประเทศนะคะ ถ้าผู้หญิงได้รับอนุญาตให้บวชได้ก็จะเกิดประโยชน์ต่อภิกษุสงฆ์ด้วยเพราะเราจะได้ช่วยกันเผยแพร่คำสอนของพระพุทธองค์ อาตมาคิดว่าการตัดสินว่าผู้หญิงสามารถจะบวชได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนในสังคมไทย
                 
ลี บี ซิม : ผู้หญิงในทุกวันนี้ต่างประสบกับปัญหามากมาย จะเป็นเรื่องที่ง่ายกว่าไหมที่จะให้ภิกษุณีเป็นผู้สะท้อนปัญหาของผู้หญิง ?
                 
สามเณรีธรรมนันทา : อาตมาเห็นด้วย เนื่องจากอาตมาเคยประสบกับปัญหาเหล่านั้นมาก่อน นี่เป็นเหตุผลที่อาตมาใช้เวลาช่วง 14.00 – 17.00 น.ทำหน้าที่เป็นผู้ให้คำปรึกษา ในขณะนั้นเขาอาจมิได้ต้องการมารับฟังเรื่องธรรมะโดยตรงหากแต่ต้องการระบายปัญหาความคับข้องใจให้อาตมาฟัง อาตมาเพียงชี้แนะแนวทางแห่งธรรมะให้เขาได้พิจารณาความทุกข์และความเจ็บปวดที่มีก็ลดน้อยลงไปได้ เป็นช่วงเวลาที่เขาจะรู้สึกซาบซึ้งในรสของพระธรรม อันที่จริงปัญหาของผู้หญิงได้ถูกละเลยมานาน ถ้ามีจำนวนภิกษุณีเพิ่มขึ้นก็จะมีมือที่จะมาช่วยแก้ปัญหาของผู้หญิงได้อีกแรงหนึ่ง
                 
ลี บี ซิม : ในช่วงทัายนี้ กรุณากล่าวคำที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับน้องสาวทางธรรมโดยเฉพาะแก่ผู้ที่ตั้งใจจะเป็นนักบวชด้วยค่ะ
                 
สามเณรีธรรมนันทา : คำแนะนำของอาตามาคือไม่ควรเร่งรีบที่จะบวช ประการแรกคุณควรศึกษาวิธีการใช้ชีวิตของนักบวช ทดลองถือศึล8 โดยพักอาศัยอยู่ในวัดสักระยะหนึ่งแล้วพิจารณาว่าเป็นสภาพที่ตรงกับความต้องการของเราหรือไม่ ชีวิตนักบวชเป็นชีวิตที่ยากลำบากมากคุณจะต้องทำความคุ้นเคยอย่างค่อยเป็นค่อยไป เช่นจะต้องตื่นนอนตอนตี 5 เพื่อทำวัตรเช้าเวลาตี 5.30 น. มีคนจำนวนน้อยที่คุ้นกับการมีวินัยแบบนี้ แต่เมื่อใดที่คุณเกิดความเชื่อมั่นแล้ว ก็จะพบว่าช่างเป็นชีวิตที่งดงามยิ่งนักควรค่าแก่การถนอมรักษาไว้อย่างแน่นอน           
     ............................................................................................................
             
* บทสัมภาษณ์สามเณรีธรรมนันทา ในโอกาสที่เดินทางไปแสดงธรรมที่ประเทศมาเลยเซีย ตีพิมพ์ในวารสาร Eastern Horizon ประจำเดือน ธ.ค.2545
                คุณ
ลีบีซิม สำเร็จการศึกษาขั้นปริญญาตรีสาขาสถิติ จากมหาวิทยาลัยมาลายา ปัจจุบันทำงานกับบริษัทเอกชนวิจัยด้านการตลาด ในตำแหน่งผู้บริหารด้านสถิติ เธอเข้าร่วมกิจกรรมทางพุทธศาสนาตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ปัจจุบันช่วยเหลือในการจัดทำกิจกรรมต่างๆของชมรมพุทธรัตนตรัย
กลับหน้า   บทสัมภาษณ์

 วัตรทรงธรรมกัลยาณี เลขที่ 195 ถนนเพชรเกษม ต. พระประโทน อ. เมืองฯ จ. นครปฐม 73000
โทร. (034) 258-270 โทรสาร (034) 284-315   E- mail : dhammananda99@hotmail.com
Copyright (c) 2002-2003 Thaibhikkhunis.org  All rights reserved.