8 มิถุนายน 2546 ตรงกับวันที่ ขึ้น 9 ค่ำเดือน ตระกูลของพระโพธิสัตต์ ก่อนที่จะพูดถึงตระกูลของพระโพธิสัตต์นั้นจะเล่าย้อนไปในสมัยพุทธกาล มีความเชื่อทางศาสนาบางแขนงที่ไม่ยอมเชื่อในอะไรก็ตามที่สัมผัสแตะต้องได้ด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย กายในขณะนี้นั้นก็คือมีหนังสืออยู่จริงก็ต่อเมื่อหนังสือนั้นสัมผัสได้ ปากกาสัมผัสได้เห็นได้ถึงจะเชื่อว่ามีอยู่จริง สำหรับคนสมัยใหม่ในประเทศไทยเองก็มีที่ท่าอย่างนั้นอยู่เหมือนกัน คืออะไรที่มองไม่เห็นก็มักจะใช้สติปัญญาระดับของตัวเองว่าไม่มีจริง สำหรับคนสมัยใหม่ในประเทศไทยเองก็มีที่ท่าอย่างนั้นอยู่เหมือนกัน คืออะไรที่มองไม่เห็นก็มักจะใช้ระดับสติปัญญาของตัวว่าไม่มีจริง อาตมาคิดเล่น พวกเรานี้นะได้เคยเห็นบรรพบุรุษของพวกเรากันไหม อาตมาไม่เห็นปู่ย่าตายาย เกิดมาก็มีแต่ พ่อ - แม่ บางคนโชคดี ได้เห็นปู่ย่า ได้เห็นทวด อย่างนนท์ กับ ปาล์ม เป็นเหลนทวดของหลวงย่า เด็กพวกนี้เลยโชคดี ไม่ได้เห็นแต่ปู่ย่าตายายเท่านั้น แต่ได้เห็นทวดด้วย เป็นการยืนยันว่าชีวิตของเรานั้นมีที่มาที่ไป ไม่ใช่ว่าจะสาวขึ้นไปหลายชั่วอายุคน เฉพาะฉะนั้น อาตมาไม่เคยเห็นปู่ย่าตายายแล้วจะบอกได้ไหมว่าไม่มีหรอกปู่ย่าตายาย ความจริงที่เรานั่งอยู่นี้ ก็คือประจักษ์พยานว่าปู่ย่าตายายเราต้องมี บรรพบุรุษของเรานั้นต้องมี สมัยนี้เราพูดกันมากเรื่อง ดีเอ็นเอ สามารถจะพิสูจน์ได้โดยการตรวจ ดีเอ็นเอ ว่าคน ๆ นั้นเป็นเชื้อสายของคน ๆโน้นหรือเปล่า หรือย้อนไปหลายสิบชั่วโคตร ดีเอ็นเอ นี้ก็หาไปหลายร้อยปีก็ยังสามารถศึกษาได้ อันนี้ก็เป็นวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ที่เข้ามาเอื้อให้เราเกิดองค์ความรู้ใหม่ขึ้นมา สิ่งที่พยายามจะบอกว่าอะไรก็ตามที่เราไม่เห็น แต่ว่ามีจริง เช่น บรรพบุรุษของเราเป็นต้น บรรพบุรุษของเราย้อนขึ้นไปรัชกาลที่ 4 ไม่มีรูปถ่าย และสมัยรัชกาลที่ 2 - 3 ไม่มีรูปถ่ายเพียงแต่ปั้นขึ้นมาด้วยความเชื่อ ว่าหน้าตาเป็นอย่างนั้นอย่างนั้น เพื่อจะมีกล้องถ่ายรูปเมื่อรัชกาลที่ 4 นี้เอง เราจึงเห็นรูปของท่าน และคนสมัยโบราญ การถ่ายรูปเป็นเรื่องใหญ่ จะถ่ายรูปเฉพาะมีงานศพ อาตมาเคยเล่าไปแล้วครั้ง สองครั้ง ว่าจะถ่ายรูปงานศพถ่ายรูปคนตาย ก็เลยเอาความเชื่อเรื่องถ่ายรูปไปผูกกับเรื่องความตาย คนเป็นก็จะไม่ยอมถ่ายรูป เพราะถือว่าเป็นอัปมงคล ถ่ายรูปแล้วจะตาย เป็นความเชื่ออย่างนั้น แม้แต่สมัยเมื่อ 30 ปีก่อน อาตมาไปที่ไต้หวันก็ยังมีคนเชื่ออย่างนั้น ไม่ชอบถ่ายรูป ขอถ่ายรูปให้ถ่าย เพราะกลัวว่าอายุจะสั้น ผูกพันธ์ความเชื่อถึงขนาดนั้น อาตมามีรูปคนทวด ไม่เคยเห็นไม่เคยพบปู่ย่าตายาย แต่มีรูปคุณทวด ๆ ก็คงอยู่ในสมัยรัชกาลที่ 4 - 5 เพราะคุณปู่เกิดในรัชกาลที่ 6 ย้อนขึ้นไปเราก็จะรู้ว่าเรามีที่มาที่ไปอย่างไร ไม่ได้ลุกขึ้นมานั่งอย่างนี้ได้ เช่นเดียวกันจิตวิญญาณของเราก็มีที่มาที่ไป หันมาเดินตามทางโพธิสัตต์ เมื่อทำพิธีรับศีลแล้ว การรับศีลนั้นเป็นเพียงหมายข้างนอก แต่แท้ที่จริงแล้วต้องมีความมุ่งหมายอยู่ในโพธิจิต จะต้องเห็นว่ามรรควิถี การดำเนินชีวิตของเราในสายโพธิสัตต์นี้ เป็นสิ่งที่จะเอื้อให้เราได้บำเพ็ญ เอื้อให้เราได้ทำงานมากขึ้น สำหรับบางคนอาจจะมีมาตั้งแต่ในอดีต ชาตินี้มาเพื่อสานต่อเท่านั้นเอง ในสายของโพธิสัตต์เป็นครอบครัวใหญ่ที่จะเอื้ออาทรดูแลซึ่งกันและกัน เมื่อเราได้ก้าวขึ้นมาเป็นโพธิสัตต์ กลับกลายไปว่าเราก็มีความอบอุ่นมากขึ้น เพราะมีบรรดาพระโพธิสัตต์ทั้งหลายที่จะค่อยดูแลเรา การรับศีลโพธิสัตต์ที่วัดเราทำกันตอนปลายปีนั้นเป็นเพียงหมายข้างนอก ขีดเส้นว่าเรามาถึงชีวิตตรงนี้ เรามีความมั่นคงขึ้นในการดำเนินชีวิตของเราไปในแนวทางนี้ทำให้เรา สามารถโฟกัสมันชัดขึ้น จุดมุ่งหมายของชีวิตเราจะชัดเจนขึ้น อาตมาปรารภกับตัวเองเสมอว่า เมื่อเราอายุมากขึ้นเราไม่มีเรี่ยวแรง เหมือนที่ตอนเราไปสาวเป็นหนุ่ม ที่ทำ ห้าร้อยอย่างได้ ในขณะเดียวกัน บัดนี้ร่างกายเราแก่เฒ่าลง เราอยากจะทำอะไรให้ชัดเจน เราวางวิถีชีวิตของเราแคบเข้ามา ตีวิวเข้า สอบเข้ามาเพื่อว่าสิ่งที่เราทำจะได้ชัดเจนและจะมีพลัง หลังจากที่อาตมาได้ไปรับศีลแล้ว ทางเดินมันชัดเจนขึ้นหลายคนบอกว่าถ้าเราไม่ได้ไปรับรู้โลกข้างนอก ไม่ดูทีวี ไม่อ่านหนังสือพิมพ์เดี๋ยวมันจะโง่มากนะ ไม่ทันโลกไม่ทันเหตุการณ์ สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก เราจะรู้หรือไม่รู้มันก็ไม่ได้มีผลต่อการเจริญจิตใจข้างในของเรามากน้อยสักเท่าไร แท้ที่จริงแล้วโลกข้างนอก เป็นภาพสะท้อนของภาพข้างในถ้าเราเฝ้ามองโลกข้างในของเรา เราก็จะเข้าสภาพของโลกข้างนอกได้ดีพอกัน เพราะฉะนั้นถ้าเราจะชีวิตของเราให้แคบเข้ามา ทำโลกของเราให้แคบเข้ามา เราไม่ต้องไปดูหนัง ดูละคร ไม่ต้องอ่านหนังสือ เราไม่ต้องดูทีวี เราก็ยังสามารถเข้าใจโลกภายนอกได้ เหมือนกับคนที่อยู่ในโลกข้างนอก หรืออาจจะละเอียดลึกซึ้งมากกว่าด้วยซ้ำ คุณโยมสังเกตไหมว่า เวลาที่อาตมาเดินทางไปต่างประเทศ ชาวโลกนะเขารับรู้ข้อความเพียงพอแล้ว เข้าไม่ต้องการที่จะรับรู้อีก แต่เขาต้องการครูบาอาจารย์ ที่ชี้แนะสำหรับการเดินทางที่จะเข้าไปข้างใน คือในโลกของจิตวิญญาณ การเดินทางแต่ละครั้งใช้เงินกว่าครึ่งแสน บางครั้งก็ใช้เงินเป็นแสน ทำไหมเขาจึงยอมเสียเงินตรงนี้ เพราะว่ามันไม่มีสักกี่คนในโลกที่จะหันมาสนใจโลกข้างใน ที่นี้เมื่อเราเดินมาตามสายของโพธิสัตต์ เราจะพบว่าวิถีชีวิตของเรากลับเข้มแข็งขึ้นไม่ว่าเราจะทำอะไร ขอให้เรามีความมุ่งมั่น ขอให้เรามีความตั้งใจที่แน่วแน่ งานมันก็สำเร็จลงได้ มันจะมีคนเข้ามาช่วยอย่างที่เป็นอัศจรรย์ เป็นเรื่องประหลาดที่เดียว พอเราปรารภว่าจะทำอย่างนี้ ประเดี๋ยวก็มีคนนั้นเข้ามา มีสิ่งนี้เข้ามา ที่จะทำให้เราทำในสิ่งที่เราคิดว่ามันไม่น่าจะทำได้เลย มันเหลือเชื่อเหลือเกินแต่มันเป็นไปได้ สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ในวัดของเราเอง เราก็มีเหตุการณ์ต่างเกิดขึ้น แต่ทุกเหตุการณ์ อาตมาก็คิดว่ามันเป็นโอกาสที่ดีที่ทำให้เรามุ่งมั่นในการปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคน พอใจหรือไม่พอใจ คนบางคนมาวัดพอใจวัดไม่พอใจพระ คนบางคนก็อยากจะให้เป็นอย่างนั้น อยากจะให้เป็นอย่างนี้ เมื่อไม่เป็นอย่างนั้นก็แตกหักกันไป ทำให้เราได้เฝ้ามอง และทำให้เราได้ชัดเจนขึ้น มุ่งมั่นขึ้นในหนทางที่เราได้ตั้งใจชีวิตที่จะรับใช้พระศาสนา เมื่อพายุมาเหมือนกัน อาตมาพูดเสมอว่าเราไม่มีความทุกข์ อาตมาก็คิดว่าลูก ๆ ก็ไม่มีความทุกข์ แต่เราเหนื่อยนะ เราเหนื่อยทางกายมากเลย พี่สาวอาตมาร้องให้ไป 2 วัน เสียใจว่าดอกไม้ซ้ำ เพราะต้นไม้มันล้มลงมาทับ เรือนกล้วยไม้เขาพัง แต่พวกเราไม่มีใครร้องไห้ พวกเราหัวเราะกัน เพราะอะไร เพราะว่าพวกเราเข้าใจว่าสิ่งนี้ที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนที่ทำให้เรามั่นคงขึ้นในวิถีทางของพวกเรา อะไรก็ตามคือสิงที่อยู่ข้างหน้าถ้าเราต้องทำเราก็ทำไม่มีต้องคิดมาก หนทางสำหรับคนที่เดินเส้นทางของโพธิสัตว์ จะชัดเจนและจะมีพลัง อาตมาค่อนข้างจะเสียใจที่คุณโยมจันทร์เพ็ญ ทำท่าเหมือนจะตามหลวงย่า แต่พอถึงเวลาเข้าจริง ๆ ก็ไม่ยอมรับศีลโพธิสัตต์ ทั้งที่ตั้งท่ามานาน ได้ความว่าคุณวันชัยไม่อยากให้รับ อาตมาคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องของความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง จริง ๆแล้วการรับศีลโพธิสัตต์นั้นเป็นเพียงปลายเหตุยังดำเนินชีวิตเหมือนกับชาวโลกทุกอย่าง ไม่ได้ทำให้ผัวต้องพรากจากเมีย ๆ ต้องพรากจากผัว เพียงแต่ว่าเส้นทางของเราจะชัดเจนขึ้น เมื่อก้าวเดินเข้ามาแล้วกลายเป็นเส้นทางที่อบอุ่น เพราะว่าเราจะพบว่ามีโพธิสัตต์ด้วยกันทั้งที่เป็นมนุษย์ทั้งที่เป็นเทพเป็นพรหม ที่จะสานโยงใยช่วยเหลือเราอยู่ตลอดเวลา อาตมาไม่เคยรู้สึกโดดเดี่ยว ไม่เคยรู้สึกว้าเหว่ ทั้ง ๆ ก่อนที่จะบวชเป็นคนขี้เหงาอาจจะเป็นเพราะว่าโตขึ้นมาโดยเป็นลูกคนเดียวไม่มีเพื่อนฝูง ไม่มีเพื่อนเล่น ก็จะอยู่กับความว้าเหว่มาตั้งแต่สาวจนแก่ แต่พอโกนหัวบวชเราไม่มีความว้าเหว่อีกต่อไป เพราะเราเข้ามาเป็นลูกของตถาคต เมื่อเรารับศีลโพธิสัตต์เราเข้ามาเป็นครอบครัวใหญ่ เป็นครอบครัวที่อบอุ่นเป็นครอบครัวที่ได้รับการเอื้ออาทรซึ้งกันและกัน  อาตมาคิดว่าตรงนี้เองที่เป็นพลังให้พวกเราก้าวเดินต่อไปอย่างเข้มแข็ง อธิฐานบารมีที่พวกเราทำก็จะได้รับการตอบสนอง เมื่อเราได้ก้าวเข้ามาอยู่ในครอบครัวนี้ คือครอบครัวโพธิสัตต์ อาตมาอยากจะให้พวกเราโมทนาที่เขารับศีลโพธิสัตต์ที่เขาทำได้ด้วยความยินดี แล้วถ้าหากว่าตัวเราเองทำได้ในหลาย ๆรูปแบบ ถ้าเราต้องการที่จะก้าวเข้ามาเดินในหนทางนี้ ก็เป็นสิ่งที่น่าสนับสนุน น่ายินดี น่าส่งเสริม ขอแต่เพียงให้มีความมั่นคง ขอแต่เพียงให้รู้ว่าเราทำอะไร อย่าทำเพราะคนอื่นใช้ให้ทำ ให้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนเมื่อทำแล้วจะเกิดประโยชน์สุขของตัวเอง และประโยชน์สุขของส่วนร่วม และเราสามารถที่จะทำได้จริง ๆ เป็นสิ่งที่น่าสนับสนุน เป็นสิ่งที่น่ายินดี อันนี้อาตมาก็พูดเพื่อให้เรามีความเข้าใจที่ถูกต้องร่วมกัน องค์พระโพธิสัตต์องค์ใหญ่ ที่จะค่อยช่วยเหลือเราอยู่ตลอดเวลา ท่านอธิฐานว่าอย่างนี้ จะค่อยช่วยเหลือดูแลเราก็คือ พระอวโลกิเตศวร นั้นปางของธิเบตจะมีพระชายา 2 พระองค์ ก็คือพระนางตาราขาว จะค่อยดูแลปกป้องเราในเวลากลางวัน และ พระนางตาราเขียวจะค่อยปกป้องเราในเวลากลางคืน พระอวโลกิเตศวรพระนามของท่านอวโลกิตะ แปลว่าพระผู้พร้อมที่จะได้ยิน ๆ คำร้องขอจากพวกเราเพราะฉะนั้นเราอยู่ในครอบครัวโพธิสัตต์เสียงของการร้องขอก็จะเป็นที่รับรู้กับพระองค์ท่านได้อย่างรวดเร็ว อาตมากำลังคิดว่าอยากจะบำเพ็ญตบะ ในอินเดียนั้นมีการบำเพ็ญตบะ เรียกว่า ปัญจะตบะ ปัญจะตบะจะทำเฉพาะผู้หญิงโดยเฉพาะคนที่เป็นครูบาอาจารย์จะบำเพ็ญตบะเพื่อที่จะสร้างเสริมบารมีให้ลูกศิษย์ อาตมากำลังพิจารณาที่จะทำปัญจะตบะอาจจะไม่รุนแรงเหมือนที่อินเดียเขาทำ เขาใช้หมอสุมไฟวางกลางแจ้งห่างกัน 5 เมตรแล้วก็ตัวคนที่เป็นอาจารย์จะนั่งอยู่ภายในรัศมีของหม้อไฟนั้น จริงๆ แล้วการบำเพ็ญตบะลักษณะนี้คำว่าตบะ แปลว่า เผา เผากิเลสนั่นเอง ก็คือการที่เราจะฝึกตัวเองให้เป็นคนที่มีวินัยในการที่จะทำอย่างไร อะไรซักอย่างหนึ่งมีความมุ่งมั่นทำให้สำเร็จแม้ว่าจะเป็นเรื่องยากลำบาก ถ้าคุณโยมจำได้เรื่องราวของนนทุก นนทุกที่มีนิ้วชี้เป็นเพชรก็ไปชี้บรรดาเทวดาตายไปหลายคน ทำไมนนทุกจึงได้นิ้วเพชรเพราะว่านนทุกบำเพ็ญตบะ บำเพ็ญตบะหนักๆ เข้าร้อนถึงพระอินทร์จนพระอินทร์ต้องลงมาให้พร เช่นเดียวกันการบำเพ็ญตบะเป็นการเสริมสร้างบารมีแต่สำหรับปัญจะตบะนั้นเป็นการเสริมสร้างบารมีให้กับลูกศิษย์โดยอาจารย์เป็นผู้ทำ แม่เป็นคนทำให้ลูกก็เป็นสิ่งที่โพธิสัตต์ทำกันก็สามารถที่จะทำได้ อาตมาเล่าให้คุณโยมวันชัยฟังเกิดความรู้สึกอิ่มเอิบ ศรัทธาในครอบครัวโพธิสัตต์เพื่อที่จะได้รู้ว่าการก้าวเข้ามาสู่ครอบครัวนี้เราอาจจะต้องเสียสละความสะดวกสบายบางอย่างบางประการแต่เมื่อก้าวเข้ามาแล้ววิถีชีวิตของเราเส้นทางของเราจะอบอุ่นจะมีคนคอยค้ำจุนช่วยเหลือชัดเจน .ขอเจริญพร

กลับหน้า   คำสอน

 วัตรทรงธรรมกัลยาณี เลขที่ 195 ถนนเพชรเกษม ต. พระประโทน อ. เมืองฯ จ. นครปฐม 73000
โทร. (034) 258-270 โทรสาร (034) 284-315   E- mail : dhammananda99@hotmail.com
Copyright (c) 2002-2003 Thaibhikkhunis.org  All rights reserved.