การทำสมาธิ แปลว่า ทำจิตใจให้เป็นหนึ่ง กรรมฐานคืองานของจิต การที่เราตั้งมั่นทำงานของจิต การทำสมาธินั้น หลายคนนึกว่าการทำสมาธิคือการหลับตา จิตก็ฟุ้งไปนู่นไปนี่ เรียกว่านั่งให้จิตฟุ้ง ไม่ใช่นั่งสมาธิ (ต้องรักษาศีลเราให้บริสุทธิ์แล้ว ไม่ว่าจะเป็นศีล 5 ศีล 8 ศีลแปลว่า "ปกติ" ศีลคือ เครื่องที่ทำให้เราอยู่ได้โดยปกติ) ปกติเพราะว่าเราไม่เบียดเบียนคนอื่น ก็ไม่มีใครมาเบียดเบียนเรา เราก็ไม่ต้องหวาดระแวง ด้วยเหตุนี้จึงบอกว่าศีลเป็นเครื่องที่ทำให้เราปกติ 
       จุดประสงค์ในการทำสมาธิของเรา เป็นไปเพื่อการ ลด ละ เลิก วางกิเลส กิเลสแปลว่าอะไร กิเลส แปลว่า เครื่องเศร้าหมองใจ พ้นจากการหดหู่ พ้นจากการยึดเกาะเกี่ยว ผูกพัน อยู่กับสิ่งที่จะทำให้จิตของเราเศร้าหมอง จิตของเราหดหู่หายใจเข้าออกวันนี้ให้ดูลมก่อนหายใจเข้า รู้ว่าหายใจเข้า หายใจออกก็รู้ว่าหายใจออก ตั้งจิตเอาไว้ที่ปลายจมูก เหนือริมฝีปาก ลมหายใจเข้าออกมันสัมผัสตรงนั้น เพราะฉะนั้นจิตเราวางไว้ตรงนั้น
เรากำหนดจิตให้อยู่กับลมหายใจ เรียกว่าอานาปานสติ ตั้งจิตเอาไว้ตรงนั้นสักพักหนึ่ง ฟังธรรมะไปด้วย
       วันนี้จะเล่าถึงผู้หญิงคนหนึ่งในสมัยพระพุทธกาล เกิดมาในวรรณะกษัตริย์ ชื่อ โคตมี สมัยก่อนนี้ยังไม่มีชื่อวงศ์ตระกูลเหมือนอย่างเรา โคตมี นี้แปลว่าผู้ที่อยู่ในตระกูลโคดม โคตมีนั้นมีรูปร่างผอมบาง ชาวบ้านก็เลยเรียก กีสาโคตมีว่า โคตมีคนตัวผอม 
       เมื่อแต่งงานออกมาไปอยู่บ้านสามี แม่ผัว พ่อผัวก็ไม่รักไม่อยากได้ อยากได้ลูกสะใภ้รวยๆ ลูกสะใภ้คนนี้จนก็เป็นที่รังเกียจของพ่อผัวแม่ผัว ครอบครัวของอินเดียนั้น บทบาทของแม่ผัวสำคัญมากในบ้าน แม่ผัวจงเกลียดจงชังไม่สนใจลูกสะใภ้ ใช้ให้ทำงานหนักต่างๆ ต่อมากีสาโคตมีก็ตั้งครรภ์ ตั้งครรภ์ก็ยังใช้งานหนัก ไม่ได้เคยผ่อนผันเลย ให้ทำงานทุกอย่าง ทำกับข้าว ทำกับข้าวแล้วยังต้องกินหลังคนอื่น จะกินกับพ่อผัวแม่ผัวไม่ได้ กินกับสามีก็ไม่ได้ ต้องคอยกินทีหลัง เป็นทาสอยู่ในบ้านดีๆนี่เอง พอคลอดลูกได้ลูกชาย เป็นอะไรที่ดีเหลือเกิน สังคมอินเดียต้องมีลูกชาย เพราะว่าลูกชายเป็นคนที่ทำพิธีให้พ่อแม่หลังจากที่พ่อแม่ตายไปแล้ว ลูกชายจะเป็นคนทำพิธีส่งวิญญาณพ่อแม่ไปสู่สรวงสวรรค์ ได้ลูกชาย ลูกชายก็น่ารักเสียอีก พอเริ่มอายุได้ 2-3 เดือน อ้อ แอ้ น่ารักมาก ผิวขาวสวย พ่อผัว แม่ผัวก็เปลี่ยนท่าที ที่เคยรังเกียจลูกสะใภ้ ไม่ใช่อะไรเพราะรักหลาน หลานมันน่ารักมาก แล้วยังได้หลานผู้ชายอีก ก็เอาไปอวดชาวบ้านว่าได้หลานชายน่ารัก เมื่อรักหลานก็เลยเผื่อแผ่มาที่ลูกสะใภ้ กีสาโคตมีก็เลยมีความสุขมากขึ้น พ่อผัวแม่ผัวไม่จิกหัว ไม่บ่นด่าเหมือนแต่ก่อน ชื่นชมอยู่กับลูกชาย กีสาโคตมีมองเห็นว่าลูกเหมือนกับเทวดามาเกิด ก็เพราะมีลูก พ่อแม่เขาถึงดีกับเราอย่างนี้ ชีวิตความเป็นอยู่ก็เหมือนกับ แฮปปี้แอนดิ้งจะมีความสุขดีตอนจบ
        แต่ปรากฎว่าวันดีคืนดี ลูกชายตัวน้อยอายุเพึ่งสี่เดือน เกิดเป็นไข้ขึ้นมากระทันหัน แล้วก็ตาย กีสาโคตมีไม่สามารถรับความจริงได้ว่าลูกตายแล้ว ลูกซึ่งเป็นความหมายที่สุดในชีวิต ตายได้อย่างไง ก็คว้าลูกได้เอาผ้าห่อลูกวิ่งออกไป วิ่งออกไปในตลาดร้านค้า ไปหาคนที่จะช่วยชุบชีวิตลูกขึ้นมาได้ ก็มีคนบอกว่าไปหาพระพุทธเจ้าซิ พระพุทธเจ้าช่วยได้ กีสาโคตมีก็หอบลูกวิ่งไปหาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ทรงใช้กุศโลบาย ทรงรับปากว่าช่วยได้ แต่ต้องไปหายาที่จะชุบชีวิตลูกนี้ ก็คือเมล็ดพันธุ์ผักกาด แต่ต้องไปขอเขานะ ไปซื้อไม่ได้ ให้ไปขอเขา ให้ไปขอเมล็ดพันธุ์ผักกาดเอามาทำยาชุบชีวิตลูก ข้อสำคัญจะต้องมาจากบ้านที่ไม่มีคนตายเลย กีสาโคตมีไม่ยอมทิ้งลูก กอดลูกเอาไว้ในอ้อมอก วิ่งไปบ้านที่หนึ่ง
"ลุงจ๋าขอเมล็ดพันธุ์ผักกาดหน่อยเถอะ" ลุงบอก "ได้สบายมาก" ของถูกไม่ใช่ของแพง บ้านไหนๆก็มี เพราะว่าเขาจะปลูกผักกาดกัน พอได้พันธุ์ผักกาดมาก็ถามว่า "ลุงบ้านลุงมีคนตายหรือเปล่า" ลุงตอบว่า "นี่ยายตายไปเมื่อเดือนก่อน" อ้าว งั้นใช้ไม่ได้แล้ว พระพุทธเจ้าระบุว่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดจะต้องได้มาจากบ้านที่ไม่มีคนตาย "โอ! ลุงใช้ไม่ได้หรอกลุง ขอโทษที่ใช้ไม่ได้ ขอคืน" ก็นึกว่าประเดี๋ยวก็ต้องได้เมล็ดพันธุ์ผักกาดจากบ้านที่ไม่มีคนตาย วิ่งออกไปอีกบ้านหนึ่ง "ป้าจ๋ามีเมล็ดพันธุ์ผักกาด แบ่งให้หนูหน่อย" ป้าก็บอก "เอาเท่าไหร่ล่ะหลาน หาให้ได้" "แล้วมีคนตายหรือเปล่าละบ้านนี้" "มีคุณปู่เพิ่งตายไปอาทิตย์ก่อน" อ้าว ไม่ได้อีกแล้ว ไปบ้านที่สามอีก ขอเมล็ดพันธุ์ผักกาดอย่างเดิม มีคนตายที่บ้านนั้นอีก ไปกี่บ้านกี่บ้าน มีเมล็ดพันธุ์ผักกาดทุกบ้าน แต่ก็มีคนตายทุกบ้าน ตั้งแต่เช้าจนบ่ายจัด เหนื่อยแล้วตอนนี้ เหนื่อยอ่อน เหนื่อยล้า ทำให้เข้าใจว่า ความตายมันตายกันทุกบ้าน ทุกบ้านเขาก็ร้องไห้คร่ำครวญ เนื่องจากความพลัดพรากจากคนที่รักของลูกของปู่ย่า ของพ่อแม่ ของสามี ของภรรยา เป็นทุกบ้านหมด แล้วลูกเราตาย เราก็เหมือนคนอื่นๆ ใช่ว่าเราจะมีลูกตายคนเดียว
        นางนั่งลงใต้ต้นไม้ พิจารณาแล้วเกิดยอมรับ ยอมรับว่าความตายนั้นมันเป็นจริงนะ ยอมรับแล้วตอนนี้ว่าลูกตาย เพราะว่าวิ่งทั้งวันลูกก็ตัวแข็งทื่อ แล้วนางก็เลยเอาลูกฝัง เอาลูกฝังแล้วย้อนกลับไปหาพระพุทธเจ้า แล้วสงบนิ่งไม่พูดอะไร พระพุทธเจ้าก็ทรงรู้ด้วยพระญาณว่า ผู้หญิงคนนี้ใจสงบลงแล้ว ยอมรับแล้วว่าความตายเป็นความจริง ไม่มีใครเกิดมาแล้วจะไม่ตาย ดูรูปคนตายเวลาที่เราไปงานศพ ชาตะเกิดเมื่อนั้น ๆ แล้วก็มรณะ เมื่อนั้นๆ เป็นความจริง เราทุกคนที่เกิดมา ลงทะเบียนตายไว้แล้วทันทีที่เราลงทะเบียนเกิด เจี๊ยบเกิดเดือนตุลา วันที่เท่านั้น พ.ศ.เท่านั้น ทรายเกิดวันนั้น วันที่เท่านั้น พ.ศ.เท่านั้น มรณะเขียนไว้แล้ว แต่ยังไม่ลงวันที่ ทุกคนที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ลงทะเบียนเกิดขณะเดียวกันก็ลงทะเบียนตาย เพียงแต่ว่ายังไม่ใส่วันที่ บางคนมีอายุยืนยาว หลวงย่านี่ 95 แล้ว ลงทะเบียนเกิดทะเบียนตายเอาไว้นาน บางคนเกิดมาปุ๊บ อยู่ได้ไม่กี่วัน บางคนยังไม่ได้ใช้ชีวิตที่จะให้เป็นประโยชน์เลย
        เมื่อวานซืน นี้เด็กนักเรียนราชภัฏปีหนึ่งซ้อนมอเตอร์ไซค์ นุ่งกระโปรงยาวสมัยใหม่ กระโปรงก็เข้าไปพันในซี่ล้อตัวเอง ก็พลัดตกลงมา พอผลัดตกลงมา รถมันกำลังวิ่งอยู่บนถนน รถสิบล้อที่วิ่งตามข้างหลังก็ทับตาย ชีวิตลูกพ่อแม่ส่งเสียมาหวังว่าจะได้เข้าวิทยาลัย เพิ่งอยู่ปีหนึ่งเท่านั้นก็ตาย เราเดินไปดูร้านขายหีบศพเล็กๆก็มีนะ คนที่ไม่รู้เรื่องก็ขำ อุ๊ย! ดูหีบศพเล็กๆน่ารักจัง หีบศพเล็กๆแปลว่าอะไร ความตายไม่ได้จำกัดกับคนแก่ ความตายอาจจะขึ้นกับเด็กๆก็ได้ นั่งอยู่ที่นี่ ป้าวันทนานี่แก่ที่สุดจะให้ป้าวันทนาตายก่อนหรือ ถัดมาก็เป็นป้าสมร ถัดมาก็เป็นหลวงแม่ ไม่จริง เจี้ยบและทรายอาจจะตายก่อน ความตายเป็นสิ่งที่เป็นไปตามวิบากของคน พ่อแม่มีลูกก็หวังว่าจะให้ลูกนั้นดูแลตัวเองยามแก่ยามเฒ่า ให้ได้เผาศพพ่อแม่ มันจริงหรือ? พ่อแม่เผาศพลูกก็เยอะแยะไป เกิดความปลง เกิดความเข้าใจในชีวิตว่า ชีวิตมันเป็นอย่างนี้ เป็นเช่นนี้เอง แม่หลายคนก็จะยึดว่าเป็นลูกของเรา เขาเป็นลูกเรา เพราะเขาอาศัยท้องเราเกิด แต่เขาไม่ใช่ของเรา เพราะว่าเขาเกิดมาตามบุญกรรมของเขา และเขาก็จะเป็นไปตามบุญกรรมของเขา คนแต่ละคนนี้เกิดมาก็มีวิบากกรรมของตัวเอง เขาก็ต้องชดใช้วิบากกรรมของเขา ถ้าเราไปยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นลูกของเรา ใครบอกว่าเป็นลูกของเราตัวเราเองยังไม่ใช่ของเราเลย หลง นี่คนหลง ตัวเราเองยังไม่ใช่ของเรา ถ้าตัวเราเองเป็นของของเราทำไมเราบอกไม่ได้ว่าให้สวยอย่างนี้ ให้สาวอย่างนี้ นี่มันยิ่งแก่ลงทุกวันๆ หน้าตาเหี่ยวย่นดูไม่ได้ ถ้ามันเป็นของเรา เราต้องบอกได้ซิ ไม่เจ็บ ไม่แก่ ไม่ตาย เกิดมาทุกคน เราทุกคนตกอยู่ในวัฏฏะแห่งการเกิดแก่เจ็บตาย ไม่สามารถที่จะห้ามได้ ที่ภาษาพระเรียกว่า ไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อนิจจังมันไม่เที่ยงแท้แน่นอน ทุกขังมันทนอยู่ไม่ได้ ทนอยู่ไม่ได้อย่างไร ให้คงทนอยู่สภาพเดิมมันทนไม่ได้ ต้องเปลี่ยนสภาพไป เวลานี้คุณโยมนั่งสบายๆ อาตมาบอกคุณโยมนั่งไปนะอย่ากระดุกกระดิก ไหวไหม มันเป็นทุกข์ มันเจ็บปวด มันเมื่อยขา มันจะหัก ทำไมหลวงแม่ทรมานเราอย่างนี้ นี่แหละคุณโยมเป็นทุกข์แล้ว ให้เห็นเลยทุกข์ ทุกข์เพราะมันจะต้องเปลี่ยนไป เพราะมันตั้งอยู่ไม่ได้ มันเป็นอย่างนี้ ร่างกายของคนเราก็เหมือนกัน มันทนอยู่ไม่ได้ มันเป็นอนัตตา มันไม่มีอะไรที่เราจะไปยึดถือเป็นตัวเป็นตนของเราเองจริง แล้วเรายังจะไปยึดถือว่าลูกของเรา ผัวของเรา ตัวเรายังไม่ใช่ของเราเลย มันเป็นไปตามกฎธรรมชาติอย่างนี้ ถ้าเราเข้าใจกฎธรรมชาติ เข้าใจว่าชีวิตมันเป็นอย่างนี้ เกิดมาต้องเป็นอย่างนี้ เป็นเช่นนี้เองหนอ พิจารณาธรรมะให้ได้ว่ามันเป็นเช่นนี้เองหนอ เราก็จะผ่อนคลายจากการยึดมั่นถือมั่น ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นในลูกนะ ยึดมั่นถือมั่นในตัวเราว่าเราเป็นของเรา 
         ไม่ได้ร้องไห้เสียใจเพราะลูกตายจาก แต่ร้องไห้เพราะความหลง หลงนึกว่ากูเป็นกูลูกของกู ไปติดกันอยู่นาน เพราะฉะนั้นตั้งความเข้าใจเสียใหม่ เมื่อวานก็มีคนมาร้องไห้ว่าแม่พึ่งตาย ตายเพราะโรคมะเร็ง ตอนตายทรมานมาก การที่แม่ตายนั้นดีแล้วสำหรับแม่ เพราะว่าแม่ไม่ต้องทนทรมานอีกต่อไป อันนั้นเป็นความคิดทางสมอง แต่ไม่สามารถจะบอกใจได้ว่า เวลานี้แม่ตายแล้ว 
          อาตมาก็ถามคำถามตรงๆว่า คุณโยมมีปัญหาอะไร ปัญหาไม่ใช่ปัญหาเรื่องแม่ตาย แต่ปัญหาคือความยึดมั่นถือมั่น ว่าแม่ของเราต้องอยู่กับเรา ปัญหาคือคุณโยมยึดติดในตัวเอง ยึดติดในความคุ้นเคย ยึดติดในสัญญา ความจำได้หมายรู้ว่าเวลาเราเข้าบ้าน เราก็เจอแม่ของเรา แม่จะต้องอยู่ตรงนั้นๆ แม่จะพูดกับเราอย่างนั้นๆ ความยึดติดในอดีตทั้งสิ้น ปัจจุบันคือไม่มีแม่ ก็ไม่มีตัวเรา ให้นึกใหม่ว่าดีใจกับแม่ ที่แม่ตาย พูดว่าแม่ตาย ก็ตกใจอีกไม่ชอบ พูดใหม่ ดีใจที่แม่ได้ทิ้งสังขาร ทิ้งสังขารที่เป็นรังของโรค สังขารที่ทำให้แม่เจ็บแม่ทรมาน พูดอย่างนี้ค่อยยอมรับได้ เพราะฉะนั้น เราดีใจกับแม่ที่แม่พ้นทุกข์ ตั้งสติใหม่ วัฏฏะของชีวิตของมนุษย์นั้นวนกันอยู่อย่างนี้ อ๋อ! ลูกเขาไปก่อนเรา ดีใจกับลูก ดีใจกับลูกว่าเขาไม่ต้องเวียนว่ายอยู่ในความเป็นมนุษย์อยู่นานเหมือนเรา เขาไปล่วงหน้าก่อนแล้ว เขาทิ้งสังขารไปล่วงหน้าก่อนเรา ทำใจได้ ทำใจได้ว่าเขาหลุดพ้นไปจากความทุกข์อันเกิดจากเวียนว่ายตายเกิด ความทุกข์เกิดจากการเป็นมนุษย์ ความทุกเกิดจากการที่ต้องมีสังขารที่จะต้องเจ็บปวดที่จะต้องทรมาน เกิดความวางใจได้ว่า เขาพ้นทุกข์แล้วนะ เขาพ้นวิบากกรรมของเขาแล้วนะจากชาตินี้ เหลือแต่เราเท่านั้นแหละว่า เมื่อไหร่ที่เราจะพ้นทุกข์ เราจะพ้นทุกข์ได้ ก็เพราะว่าเราตั้งสติใหม่ทำความเข้าใจใหม่ว่า การยึดมั่นถือมั่นในตัวเราจึงเป็นทุกข์ เพราะว่าตัวเรานั้นไม่มี ดันไปยึดมั่นถือมั่น เป็นมั่นเป็นเหมาะว่ามันเป็นของเที่ยงแท้แน่นอน สิ่งที่เรียกว่าตัวเรามันก็ประกอบขึ้น เดินถือแก้วน้ำมาเดินมาดีๆ แก้วน้ำมันจะหล่นลงไปแตก ความเป็นแก้วก็หายไปทันตา ความเป็นตัวเราก็เหมือนกัน ไปยึดติดเกาะเกี่ยวเอาไว้ด้วยธาตุทั้งสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ลมไม่มาประชุม หมดลม ตายเหมือนกัน เหมือนแก้วแตกนั่นแหละ ดันไปยึดมั่นถือมั่น หลง เป็นความหลง หลงไปยึดในสิ่งที่ไม่มีว่ามันมี ทุกข์มันก็เยอะ วางความหลงได้ ก็วางทุกข์ได้ พิจารณาอย่างนี้เราก็จะเป็นคนที่เข้าใจในธรรมชาติ สรรพสิ่งสรรพสัตว์และชีวิตของเราเอง เราก็จะอยู่ต่อไปในโลก อย่างเป็นคนที่มีสติ เป็นคนที่มีปัญญารู้เท่าทันสิ่งที่อยู่รอบตัวเราเอง รู้จักพิจารณาอย่างนี้บ่อยๆ ความทุกข์อันเกิดจากความยึดมั่นถือมั่นก็จะคลี่คลายตามลำดับ ทำชีวิตที่เหลืออยู่ให้เป็นชีวิตที่มีประโยชน์กับตนกับท่าน หาการงานทำ อุทิศกุศลที่เราทำให้กับลูกให้กับสามีให้กับพ่อแม่ที่ล่วงลับไปก่อนเรา ก็จะเป็นการใช้ชีวิตที่ยังประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน ให้ถึงพร้อมโดยความไม่ประมาท ตามคำสอนตามคำเตือนที่องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธะเจ้าได้ฝากไว้กับเรา 

                                                              
ขอเจริญพรค่ะ
กลับหน้า   คำสอน

 วัตรทรงธรรมกัลยาณี เลขที่ 195 ถนนเพชรเกษม ต. พระประโทน อ. เมืองฯ จ. นครปฐม 73000
โทร. (034) 258-270 โทรสาร (034) 284-315   E- mail : dhammananda99@hotmail.com
Copyright (c) 2002-2003 Thaibhikkhunis.org  All rights reserved.