วันนี้ เช้าวันนี้วันที่ 18 มีนาคม 2545 อาตมาจะขอโอกาสทบทวนในเรื่องการบวช หลังจากที่ได้บวชมา 1 ปีแล้ว มีเสียงเห็นด้วยไม่เห็นด้วยอยู่มากเมื่อเราจัดการบรรพชาคุณวรางคณาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อีก แต่ดูเหมือนว่าบรรดาสื่อทั้งหลายก็ค่อนข้างเสนอข่าวในเชิงบวกมากขึ้น ยกเว้นหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ฉบับเดียวที่เริ่มต้นจากการเสนอข่าวค่อนข้างที่จะเป็นเชิงลบอยู่สองวัน และหลังจากนั้นคอลัมน์บรรณาธิการก็เสนอข่าวที่เป็นกลางมากขึ้น แม้กระทั่งบรรดาพระผู้ใหญ่ที่เคยแสดงความไม่เห็นด้วยก็งดเว้นที่จะแสดงความคิด รายการวิทยุที่เคยต่อต้านก็สงบลง อาตมาคิดว่าหลายคนที่ไม่เข้าใจเรื่องการบวชว่าดี ไม่ดี ถูกต้องรึเปล่า หลายคนไม่สามารถที่จะตัดสินใจได้ว่า การบวชนี้เป็นเรื่องถูกต้องหรือไม่ เพราะอยู่ในฐานะที่เสมอนอกคือไม่แสดงความคิดเห็นผิดหรือถูกหรือผิดก็ไม่รู้นะคะ สำหรับบางคนที่แสดงความคิดเห็นมาแล้ว บางครั้งก็อยู่ในข้อจำกัดของข้อมูล เราสอนที่วัดนี้
          มีอยู่ครั้งหนึ่งเคยถามลูกศิษย์ว่า ดอกเข็มมีกี่กลีบ ทุกคนบอกว่ามี 4 กลีบ แต่ปรากฏว่าดอกเข็มที่เราเอามาให้ดูในวันนั้น ในช่อเดียวกันมีทั้ง 4 กลีบ 5 กลีบและ 6 กลีบ อาตมาก็ขมวดคำสอนในวันนั้นว่า ในการที่เราจะพูดว่าดอกเข็มมีกี่กลีบนั้น เราจะต้องต่อท้ายด้วยคำพูดว่าเท่าที่เราเคยเห็นมา นั่นหมายถึงว่าเราเปิดประตูเอาไว้ว่าจากข้อมูลจากความรู้ของเราที่มีอยู่ จากประสบการณ์ของเราที่เคยเห็นดอกเข็มมันมี 4 กลีบ เพราะนั่นอาจจะเป็นไปได้ที่มันจะมีมากกว่านั้น ประเด็นเรื่องการบวชก็เหมือนกัน ความรู้ในประเทศไทยโดยส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้เรื่องการบวชผู้หญิง เพราะว่าในประวัติศาสตร์ของประเทศเรา 700ปีที่ผ่านมา ภิกษุณีสงฆ์ไม่เคยมาถึงประเทศไทย เพราะฉะนั้นความรู้เกี่ยวกับภิกษุณีสงฆ์ เท่าที่พระภิกษุของเรารู้ก็เป็นความรู้สืบเนื่องมาจากความรู้เดิมที่ปรากฏในคัมภีร์บาลี ความรู้เดิมที่ครูบาอาจารย์ได้พูดถึงโดยที่ไม่ได้มีความเข้าใจไม่ได้มีการศึกษาอย่างแท้จริง แม้พระบางรูปที่ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องภิกษุณีนั้น ก็อยากจะบอกว่าบางรูปก็ไม่เคยอ่าน ภิกษุณีปาติโมกข์เลย บางรูปก็ไม่เคยอ่านภิกษุณีวิภังค์เลย บางรูปก็เห็นภาพของภิกษุณีเพียงบางส่วน ไม่ได้มีการศึกษาอย่างสมบูรณ์อย่างรอบคอบ ในสมัยของพระมหาสมณะเจ้าที่พูดถึงภิกษุณีนั้น ท่านก็ทิ้งท้ายเอาไว้เพียงแค่สมัยพระเจ้าอโศกที่ส่งพระนางสังฆมิตตาเถรี พระธิดาไปสืบพระศาสนาที่ศรีลังกา ที่เป็นเช่นนั้นเพราะข้อมูลความรู้ขณะนั้นมีแค่นั้น บัดนี้นับตั้งแต่สมัยพระมหาสมณะเจ้ามาจนถึงสมัยของเราเป็นเวลากว่า100ปีมาแล้ว
           สมัยนี้เป็นสมัยของ globalization เป็นสมัยของสื่อที่เราสามารถเข้าถึงสื่อได้อย่างมหาศาล มีข้อมูลเอกสารทางภาษาจีนที่ได้รับการแปลออกมาเป็นภาษาอังกฤษและภาษาไทย มีข้อมูลทางภาษาอังกฤษที่โลกตะวันตกสนใจศึกษาค้นคว้าออกมาอีกเป็นจำนวนมหาศาล ที่คนไทยไม่สามารถจะพบเห็นได้ คนไทยส่วนใหญ่ที่ไม่ได้อ่านภาษาอังกฤษไม่สามารถจะเข้าถึงได้ ในขณะที่โลกภายนอกมีการตื่นตัว ในความเสมอภาค ในเรื่องสิทธิของผู้หญิงผู้ชาย โลกของพระพุทธศาสนาในบ้านเราก็ยังจำกัดความรู้เหมือนเดิม เหมือนกับร้อยปีตั้งแต่สมัยพระมหาสมณะเจ้ามา บัดนี้การศึกษาพุทธศาสนาเป็นไปอย่างกว้างขวาง ในโลกตะวันตกมีการศึกษาพุทธศาสนาอย่างเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น และในอเมริกาเองก็มีมหาวิทยาลัยหลายแห่งที่เปิดสอนพุทธศาสตร์ศึกษาในขณะที่ประเทศไทยการศึกษาพุทธศาสนาขั้นสูงจำกัดอยู่เพียงมหาวิทยาลัยสงฆ์เพียงสองแห่ง และการศึกษาก็ยังเป็นการศึกษาระบบเดิมอยู่ การศึกษาศาสนาในทีท่าของนักการศึกษาสมัยใหม่นั้นพึงจะเปิดตัวขึ้นที่ธรรมศาสตร์ก็ดี หรือที่มหาวิทยาลัยข้างนอกก็ดี ธรรมศาสตร์เองเพิ่งเปิดพุทธศาสตร์ศึกษา เป็นปริญญาโทมาได้ 5 ปี เราต้องทำความเข้าใจว่าในการศึกษาพุทธศาสนาในประเทศไทยนั้น เรายังล้าหลังต่างประเทศอยู่มาก เพราะฉะนั้นความรู้เกี่ยวกับพุทธศาสนาโดยเฉพาะเกี่ยวกับพัฒนาการในประเด็นเรื่องภิกษุณีสงฆ์นั้นเราจึงจำที่เป็นต้องอาศัยข้อมูลการค้นคว้าจากต่างประเทศอยู่มาก ในความเป็นจริงหลายประเทศทั่วโลกได้มีการบวชภิกษุณีสืบเนื่องกันมาเป็นศตวรรษเป็นทศวรรษแล้ว นับตั้งแต่ปี2531 จนถึงปัจจุบัน 14 ปีแล้ว ที่เริ่มมีการบวชภิกษุณีที่ LOS ANGELES ในปี 2541 เริ่มมีการบวชภิกษุณีที่ศรีลังกา แล้วก็เรื่องมาจนถึง ปัจจุบัน สำหรับไต้หวันนั้นเค้ารับสายภิกษุณีสงฆ์มาตั้งแต่โบราณ การบวชภิกษุณีจึงมีอยู่ทั่วโลก กลายเป็นของธรรมดาไปแล้วในขณะที่ประเทศไทย ด้วยการถูกปิดกั้นทางความรู้ โดยเฉพาะความรู้ที่มีจากโลกของความรู้ทางภาษาอังกฤษ บ้านเราจะถูกปิดกั้นอยู่เป็นอันมาก เพราะความที่คนไทยเองไม่ค่อยได้ศึกษา ตำหรับตำราจากภาษาอังกฤษหนึ่ง เพราะคนไทยเองไม่สนใจในการศึกษาเรื่องพุทธศาสนาหนึ่ง เป็นปัญหาติดขัดอยู่อย่างนี้
            เมื่อพูดถึงเรื่องการบวช เราต้องจับหลักให้ได้ว่าโดยหลักการ การบวชดีหรือไม่ การบวชเป็นสิ่งที่ดี เพราะว่ามันหมายถึงว่าคนคนนี้กำลังจะก้าวสู่ชีวิตแห่งการละวาง กำลังจะก้าวสู่ชีวิตแห่งการที่จะปฏิบัติตามคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าชัดเจนขึ้นเอาจริงเอาจังมากขึ้น เพราะฉะนั้นการบวชเป็นสิ่งที่ดี ผู้ชายบวชโมทนาสาธุ ทุกคนปลาบปลื้ม ทุกคนยินดี ผู้หญิงบวช ก็ควรจะปลาบปลื้มยินดีเช่นกัน เงื่อนไข ทัดมาที่เกี่ยวกับผู้หญิงบวชก็คือว่า เราไม่เคยมีการบวชผู้หญิงมาก่อน ต่อไปนี้คุณโยมต้องแยกให้ได้ว่าโดยหลักการการบวชทั้งผู้หญิงผู้ชายเป็นเรื่องที่ดี ส่วนการที่เราไม่มีการบวชมาก่อนแล้วผู้หญิงไปบวชได้หรือไม่นั้นเป็นปัญหาทางเทคนิค ไม่ใช่ปัญหาหลักการ ถ้าคุณโยมแยกสองประเด็นนี้ได้ คุณโยมก็จะทำความเข้าใจกับเรื่องการบวชได้ชัดเจนขึ้น โดยปราศจากคติอันมาจากความชอบไม่ชอบส่วนตัว เมื่อเราเตกลงกันได้แล้วว่า การบวชเป็นสิ่งที่ดี การบวชผู้ชายเป็นสิ่งที่ดี การบวชผู้หญิงเป็นสิ่งที่ดี ประเด็นต่อมาเราจะดูว่ามันมีแบบแผน มันมีรูปแบบ มันมีความคิดอย่างไรในเรื่องการบวช เราก็พบว่าการบวชผู้หญิงนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ที่ประทานเอาไว้ให้ นับตั้งแต่พระแม่น้านางมหาปชาบดีโคตมีขอออกบวช ในขั้นแรกองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงลังเลและทรงปฏิเสธถึง 3 ครั้ง ในพระบาลีเองไม่มีที่ไหนบอกว่าเหตุใดจึงทรงลังเลเหตุใดจึงไม่อนุญาตในสามครั้งแรก นำมาซึ่งการตีความไปต่างๆนาๆ
            อาตมาอยากจะชี้ประเด็นให้เห็นว่าในสมัยพุทธกาลนั้นไม่นิยมในการที่ผู้หญิงจะออกบวช วัฒนธรรมของอินเดียนั้นผู้หญิงจะหลุดพ้นได้เพียงอย่างเดียวก็คือการที่มีภักดีต่อสามี   นี่ก็คือทีท่าของอินเดียโบราณ เพราะฉะนั้นการที่ผู้หญิงจะขอบวชในสมัยพระพุทธเจ้า   พระพุทธเจ้าจึงจำเป็นที่จะต้องไตร่ตรองให้รอบคอบ การลังเลพระทัย การปฏิเสธสามครั้งแรกจึงเป็นช่วงที่พระองค์พิจารณาดูความเหมาะสม สมควรหรือไม่ที่จะให้ผู้หญิงออกบวช ในท้ายที่สุดพระอานนท์รับสั่งถามว่าผู้หญิงผู้ชายมีศักยภาพในการเข้าถึงธรรมเช่นเดียวกันหรือไม่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยืนยันว่า ทั้งผู้หญิงผู้ชายมีศักยภาพในการเข้าถึงธรรม ในการบรรลุธรรมเช่นเดียวกัน สาระข้อนี้เป็นสาระที่สำคัญยิ่งในพุทธศาสนา เพราะไม่มีศาสนาอื่นก่อนหน้าที่ที่กล้าที่จะรับรองความสามารถของหญิงชายทัดเทียมกันเช่นนี้ หมายความว่า ศาสนาพุทธนั้นเป็นศาสนาแรกในโลกที่เปิดประตูของการเข้าสู่อิสรภาพทางจิตวิญญาณว่าไม่ได้จำกัด โดยเพศ สีผิว หรือวรรณะ คุณโยมจะจำได้ว่าก่อนหน้านี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยกเลิกวรรณะซึ่งเป็นโครงสร้างทางสังคมที่สำคัญของวัฒนธรรมอินเดียไปแล้ว ทรงยกเลิกความแตกต่างทางวรรณะ ทรงยกเลิกความแตกต่างความ เชื้อชาติวรรณะสีผิวและเพศ นี่เป็นจุดสำคัญของพุทธศาสนาที่ทำให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาโลก ไม่ใช่เป็นศาสนาที่จำกัดอยู่เฉพาะในดินแดนอินเดียเท่านั้น อันนี้คือความงดงาม เป็นประกายที่ทำให้พุทธศาสนาเจิดจรัสอยู่ในโลกของศาสนาแห่งโลก เมื่อเราจับประเด็นตรงนี้ได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทานอนุญาตให้ผู้หญิงบวช เพราะผู้หญิงสามารถบรรลุธรรมได้เช่นเดียวกับผู้ชาย เสร็จแล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงมอบหมายว่าพุทธศาสนานี้ต่อไปในอนาคตจะเสื่อมหรือจะเจริญมอบหมายเอาไว้ให้ขึ้นอยู่กับการดูแล การปฏิบัติของพุทธบริษัท4 อันได้แก่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ทรงรับสั่งด้วยว่าต่อไปพระศาสนาจะเสื่อมเมื่อ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ไม่เคารพยำเกรงในพระพุทธพระธรรม พระสงฆ์ ไม่เคารพยำเกรงในสิกาและสมาธิ อีกแห่งหนึ่งรับสั่งด้วยว่า พุทธศาสนาที่ท่านเรียกว่าพระสัจธรรม ในต่อไปในอนาคตข้างหน้าพระสัจธรรมจะเสื่อมเมื่อพุทธบริษัท4 ไม่เคารพซึ่งกันและกัน ตอนนี้อาตมาจะนำคุณโยมมาถึงประเด็นในปัจจุบันที่เราถกเถียงกันว่าควรจะมีภิกษุณีหรือไม่ โดยพระธรรมวินัยที่วางเอาไว้โดยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระพุทธบิดรนั้น สมควรอย่างยิ่งที่จะให้มีภิกษุณีเกิดขึ้น เพื่อเป็นไปตามที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทานอนุญาต ไว้วางใจให้เราสี่คนสี่กลุ่มช่วยกันดูแลสืบสานพระศาสนา ความพยายามของผู้หญิงที่จะก้าวเข้ามาอยู่ในเรื่องราวของพระศาสนาเป็นพระภิกษุณีสงฆ์ก็เป็นไปตามพุทธประสงค์ทุกประการ คราวนี้ก้าวเข้ามาดูเงื่อนไขในประเทศไทย
             ประเทศไทยไม่เคยมีภิกษุณีสงฆ์มาก่อน เหตุการณ์ครั้งแรกที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนา ของประวัติศาสตร์ในประเทศไทยก็คือเหตุการณ์ พ.ศ.2470 เมื่อนรินทร์กลึง ซึ่งเดิมเป็นพระยา เป็นคนหนุ่มมากได้รับตำแหน่งเป็นพระยาสมัยนั้นชื่อตัวว่ากลึง ชื่อโดยตำแหน่งว่าพระยานรินทร์ภาษิต แต่ว่าคนโดยทั่วๆไปมักจะเรียกกันว่านรินทร์ กลึง ซึ่งเป็นนักการเมือง เป็นนักวิพากษ์สังคม เป็นนักวิพากษ์ศาสนา เป็นนักวิพากษ์คณะรัฐบาลด้วย มีเป็นคนที่มีความคิดก้าวหน้าหลายอย่างหลายประการ ประการหนึ่งก็คือการที่จะทำให้พระศาสนามีพุทธบริษัทครบองค์ โดยจัดการให้ลูกสาวสองคนก็คือคุณสาระกับคุณจงดี บวชเป็นสามเณรี นอกเหนือจากคุณสาระและคุณจงดีแล้ว แล้วก็ยังมีสามเณรีองค์อื่นๆ บวชรวมกันทั้งหมด8รูป มีหลักฐานปรากฏ มีรูปถ่ายปรากฏจนถึงทุกวันนี้ แต่ในสมัยนั้นปัญหาเรื่องการบวชภิกษุณี ไม่ใช่ปัญหาเรื่องการบวชภิกษุณีในตัวของมันเอง แต่ปัญหาอุปสรรคมันอยู่ที่ตัวของคุณนรินทร์ กลึงซึ่งเป็นพ่อ เนื่องจากคุณนรินทร์ กลึงเป็นผู้ที่วิพากษ์นายกรัฐมนตรี ใช้คำที่รุนแรงด่า ไอ้อีทีเดียว วิพากษ์คณะสงฆ์ วิพากษ์ถึงความเหลอะแหละความหละหลวมของการปฏิบัติของภิกษุสงฆ์ในสมัยนั้นค่อนข้างจะรุนแรง ทำให้เกิดศัตรูทั้งสถาบันกษัตริย์ทั้งสถาบันของรัฐและทั้งสถาบันสงฆ์ ไม่มีใครที่จะพอใจคุณนรินทร์ กลึงเลย คุณนรินทร์ กลึง สร้างศัตรูรอบด้าน
              แล้วในท้ายที่สุดในวิธีการที่จะขจัดคุณนรินทร์ กลึง รัฐก็ใช้วิธีบีบภิกษุณีสงฆ์โดยการจับสึกมีคำสั่งให้จับสึกเพราะว่าบวชไม่ถูกต้อง ภาพที่เราเห็นในหนังสือที่ตกทอดมาจนถึงเราทุกวันนี้ก็ค่อนข้างจะตกใจว่าตำรวจเนี่ย ดึงทึ้งจีวรออกจากร่างของสามเณรีน้อยสองนางนี้ในขณะที่ตัวของนางม้วนกลิ้งอยู่กับพื้นแล้วมีตำรวจฉุกกระชากลากจีวรออกมา แล้วก็ถูกจำคุกที่คุกจังหวัดนนทบุรี เมื่อออกมาจากที่คุมขังแล้ว สามเณรีสองรูปนี่เปลี่ยนสีจีวร เปลี่ยนไปครองจีสรสีอื่นแล้วก็ยังดำรงชีวิตเป็นนักพรตนักบวชอยู่ แต่ในท้ายที่สุดมาลงเอยโดยที่ว่าเมื่อคุณสาระออกบิณฑบาต ก็มีปลัดคนหนึ่งขี่ม้ามาแล้วก็ฉกตัวขึ้นหลังม้าไป แล้วก็เป็นจุดจบเป็นอวสานของภิกษุณีในสมัยพ.ศ.2471 เราไม่ทราบว่า ปลัดเช้า สุวรรณสรศ ที่มาฉกเอาตัวสามเณรีขึ้นหลังม้าไป เป็นความต้องการของปลัดเช้าเอง หรือเป็นวิธีการของรัฐที่จะจัดการกับการบวชภิกษุณีในสมัยนั้น เราไม่ทราบเงื่อนไขที่แท้จริง แต่อันนั้นก็ทำให้ภิกษุณีสงฆ์ต้องมีอันยุติไป เหตุการณ์สืบต่อมาก็คือคณะสงฆ์ออกคำสั่ง ซึ่งกลายเป็นพ.ร.บ.คณะสงฆ์พ.ศ.2471 ห้ามไม่ให้พระภิกษุไทยบวชผู้หญิงเป็นสามเณรีผิดธรรมดาหรือภิกษุณี พ.ร.บ.นี้ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ อาตมาพิจารณาในบริบทของกาลเวลานะคะสมัยนั้นประเทศยังเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชการออกคำสั่งอย่างนั้นเพื่อจัดการกับปัญหาของนรินทร์ กลึง ให้ลูกสาวบวชก็ดูเหมือนว่าน่าจะเหมาะสมกับกาลเวลาสมัยนั้น
             บัดนี้70ปีผ่านไป เราอยู่ในสมัยพ.ศ.2545 เราอยู่ในสมัยของประชาธิปไตย เราอยู่ในสมัยของ globalization เราอยู่ในสมัยของโลกาภิวัตน์ อยู่ในสมัยของสื่ออยู่ในสมัยของโลกเปิดกว้าง สิทธิมนุษย์หญิงชายเท่าเทียมกัน บรรดาผู้หญิงในโลกปัจจุบันก็มีความรู้ความสามารถทัดเทียมกับผู้ชายในทุกๆด้าน เราย้อนกลับไปพิจารณาว่าคำสั่งนี้ 2471 ที่ห้ามไม่ให้พระภิกษุบวชผู้หญิงเป็นคำสั่งที่ถูกต้องในบริบทของกาลเวลาหรือไม่ เป็นคำสั่งที่ถูกต้องโดยพระธรรมวินัยโดยเจตจำนงของพระธรรมวินัยหรือไม่ เป็นคำสั่งที่ถูกต้องโดยเจตนารมณ์ของกฎหมายหรือไม่ โดยจะเห็นว่ามันมีความขัดแย้งกันอยู่ อาตมาพาคุณโยมย้อนกลับไปสมัยปฐมสังคายนา สมัยปฐมสังคายนานั้นเป็นช่วงสามเดือนหลังจากที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ได้มีการประชุมสงฆ์ซึ่งเป็นพระอรหันต์ 500 รูป โดยการนำของมหากัสสปะ พระอานนท์เป็นผู้สวดพระสูตร พระอุบาลีเป็นผู้สวดพระวินัย ได้มีการตกลงกันว่า พระธรรมวินัยที่ได้วางเอาไว้โดยองค์สมเด็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไม่มีการเพิกถอนจะไม่มีการเพิ่มเติม คุณโยมจับประเด็นตรงนี้นะคะไม่มีการเพิกถอนและไม่มีการเพิ่มเติม แล้วนำมาพิจารณากับเหตุการณ์ปัจจุบันในประเทศไทยนะคะจะเห็นว่า ประเทศไทยซึ่งถือว่าเป็นเถรวาทนั้นก็ได้มีการเพิ่มเติม พ.ร.บ.2471 นี่เป็นการเพิ่มเติมจากพระธรรมวินัยเดิม                
            พิจารณาด้วยความเที่ยงตรงนะคะต่อไปด้วยว่าพระธรรมวินัยเท่าที่เป็นอยู่ขณะนี้เราจะสามารถรักษาไว้เหมือนเดิมหรือไม่ก็จะเห็นว่ามีศีลสิกขาบทหลายข้อที่ละเลยไม่ได้ปฏิบัติ อันนี้อาตมาคงไม่ต้องพูดในรายละเอียดเพราะว่าคณะสงฆ์จะทราบดี ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะพิจารณาว่าการที่เราจะถือมั่นตามคำสั่ง 2471 นั้นเป็นคำสั่งที่ไม่เหมาะสมโดยสภาวะกาลขัดต่อหลักพระธรรมวินัยเดิมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขัดต่อรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ซึ่งรัฐธรรมนูญปัจจุบันนั้น มาตรา4,5 มาตรา38 ถ้าจำไม่ผิดนะคะเปิดโอกาสให้ผู้หญิงผู้ชายมีสิทธิเสรีภาพทัดเทียมกันในปฏิบัติศาสนาในการปฏิบัติพิธีกรรมต่างๆตามความเชื่อของตนเอง การที่ห้ามไม่ให้พระภิกษุบวชผู้หญิงเป็นภิกษุณี เป็นสามเณรีนี้ขัดต่อเจตนารมณ์ขัดต่อคำสั่งเดิมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นการบั่นทอนไม่ให้โอกาสกับผู้หญิงในการที่จะปฏิบัติธรรมในประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง ในขณะที่ผู้หญิงหลายๆประเทศ แม้ประเทศที่ไม่ใช่พุทธศาสนา เช่นอินโดนีเซีย ที่รัฐบาลเป็นรัฐบาลมุสลิมแม้กระนั้นก็มีภิกษุณีสงฆ์ ประเทศในโลกตะวันตกไม่ว่าจะเป็นเชกโกสโลวาเกีย ไม่ว่าจะเป็นรัสเซียเดิมก็มีสามเณรีก็มีภิกษุณี เวลานี้ภิกษุณีได้เจริญเติบโตในอเมริกา อังกฤษ เยอรมันและหลายประเทศในโลกตะวันตก แม้กระทั่งสวีเดนที่ขึ้นไปทางเหนือมากเลย ก็ยังมีภิกษุณี โลกตะวันออก ไต้หวัน เป็นศูนย์กลางในการบวชภิกษุณี ภิกษุณีสงฆ์ ในฮ่องกงก็มีภิกษุณี ในเกาหลีภิกษุณีสงฆ์ก็มีความมั่นคงแข็งแรงทีเดียว
                อาตมาให้ กว้างๆเช่นนี้ เพื่อเป็นข้อมูลให้คุณโยมนำมาสู่ ข้อระบุโดยวิจารณญาณของคุณโยมเอง ว่าในฐานะที่คุณโยมเป็นบริษัทหนึ่งในพุทธบริษัทที่พระพุทธบิดาทรงมอบหมายให้ดูและพระศาสนาด้วยกันนี้ คุณโยมคิดว่าควรจะมีภิกษุสงฆ์หรือไม่ และคุณโยมจะช่วยเหลือเกื้อกูลตามพระธรรมวินัยและเจตนารมณ์ของพุทธองค์ได้อย่างไร
กลับหน้า   คำสอน

 วัตรทรงธรรมกัลยาณี เลขที่ 195 ถนนเพชรเกษม ต. พระประโทน อ. เมืองฯ จ. นครปฐม 73000
โทร. (034) 258-270 โทรสาร (034) 284-315   E- mail : dhammananda99@hotmail.com
Copyright (c) 2002-2003 Thaibhikkhunis.org  All rights reserved.