หน้าแรก arrow บทความ arrow ชั้นเรียนธรรมะวันอาทิตย์
ชั้นเรียนธรรมะวันอาทิตย์ Print E-mail

อันเนื่องมาจากชั้นเรียนธรรมะวันอาทิตย์
โดย แว่นธรรม

      ช่วงเวลาในพรรษาที่ผ่านมา แม้จะมีการอบรมสตรีชาวพุทธนานาชาติ (BWR) เป็นภาระกิจหลัก แต่หลวงแม่ก็ยังเมตตาเจียดเวลาพักผ่อนที่มีอยู่น้อยนิดให้ลูกๆ ชาวไทยทั้งหลาย เปิดอบรม “สารัตถะธรรม” สอนทุกอย่างเหมือนที่สอนให้กลุ่ม BWR หลวงแม่เหนื่อยมากแต่ไม่เคยงดสอนแม้ในวันที่ป่วยไข้ ลูกๆ รู้สึกสงสารและซาบซึ้งใจกันมาก ทุกคนจึงทดแทนพระคุณโดยตั้งใจเรียนกันเต็มที่ เต็มใจ เพราะรู้ดีว่าตัวเราเองเป็นผู้รับประโยชน์ทั้งหมด

      ออกพรรษาแล้วหลวงแม่ก็ไม่ยอมเว้นวรรคพักแม้สักอาทิตย์เดียว บอกลูกๆ ว่ายังสอนธรรมะอยู่ทุกวันอาทิตย์นะ ใครว่างก็มา พวกเราแม้จะสงสารหลวงแม่แต่ก็ดีใจเป็นที่สุด ถึงแม้จะไม่มีชั้นเรียนหลายคนก็มาวัตรเป็นประจำอยู่แล้วก็ตาม แต่การมีชั้นเรียนทำให้การมาวัตรมีความหมายและเป้าหมายชัดเจนขึ้น รู้สึกทุกคนกลับไปเป็นเด็กนักเรียนสมัยโบราณ ครั้งที่การศึกษาเริ่มที่วัดมีพระภิกษุเป็นผู้สอน ผิดกันที่ครั้งนั้นมีแต่กุลบุตรเท่านั้นที่ได้เรียน นับแต่นี้ต่อไปกุลธิดาก็สามารถมาเรียนที่วัดได้แล้ว เพราะเรามีพระผู้หญิงคอยให้คำชี้แนะสอนสั่ง และเป็นที่ปรึกษาได้ทุกปัญหา อย่างไม่ต้องกลัวว่าสีกาจะทำให้พระภิกษุณีเดือดร้อนปาราชิก ดีใจจัง
      อาทิตย์ที่ ๑๙ ธ.ค. ๒๕๔๗ หลวงแม่ก็สร้างความอยากรู้อยากเรียนให้เกิดขึ้นในหมู่ลูกๆ ด้วยหัวผักกาดและมีดคว้าน พร้อมคำสั่งให้แกะสลักเรื่องราวโดยไม่ให้ตัดหัวผักกาดจากรูปทรงเดิม จากนั้นให้แต่ละคนออกมาหน้าชั้นบอกเล่าเรื่องราวที่แกะสลักให้เพื่อนๆ ฟัง โดยหลวงแม่ได้ชี้ให้เห็นถึงการบอกเล่าของพวกเราว่ามีอยู่ ๒ แบบ คือ แบบ Objective ภววิสัย หลวงแม่บอกว่าพูดแบบซื่อๆ เห็นอะไรก็พูดอย่างนั้น เราก็เข้าใจทันทีว่าพูดตามที่ลูกนัยน์ตาเห็นไม่ต้องปรุงแต่งนั่นเอง และแบบ Subjective อัตวิสัย คือการพูดตามจินตนาการ เสริมเติมแต่งเรื่องราวออกไปอีกมากมาย
      พวกเราพบว่าเรามักจะพูดแบบอัตวิสัย แม้จะถูกหลวงแม่เตือน กำกับให้พูดแบบภววิสัยก็ยังไหลไปเป็นอัตวิสัยอยู่ร่ำไป ได้เห็นร่องความเคยชินของตนเองชัดเจนจริงๆ ว่าจะต้องใช้สติอย่างมากในการที่จะพูดแบบภววิสัย ไม่ใส่เครื่องปรุงแต่งหรือความรู้ความคิดเดิมของเราลงไป
      จากนั้นหลวงแม่ยังสร้างความตื่นเต้นขึ้นอีก เพราะให้อีกคนหนึ่งขึ้นมาเล่าเรื่องจากชิ้นงานแกะสลักของเพื่อนโดยสมมุติว่าไม่ได้ยินเรื่องจากเจ้าของชิ้นงานนั้น จะเห็นอาการใช้สติ ระมัดระวังอย่างมากของผู้เล่าเรื่องจากชิ้นงานนั้น ไหนจะต้องพูดให้ตรงกับตาตนเองที่มองเห็น และจะต้องพูดไม่ให้ทำร้ายจิตใจเจ้าของชิ้นงาน ดังตัวอย่างชิ้นงานของแว่นธรรม ซึ่งแกะเป็นรูปใบโพธิ์ตรงกลางชิ้น มีเรือพร้อมแจวที่ขอบล่างซ้าย ส่วนขอบล่างขวาเป็นรูปสะพาน โดยให้ความหมายว่า เป้าหมายของการดำเนินตามวิถีโพธิสัตต์นั้น มีปณิธานมุ่งมั่นเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นให้ไปสู่เป้าหมายปลายทางคือความพ้นทุกข์ หรือข้ามสังสารวัฏฏ์ โดยยอมอุทิศตนเป็นเรือนำพาไป หรือยอมทอดตัวรองรับแทน เปรียบเหมือนเป็นสะพานรองรับการเดินข้าม ตลอดจนเชื่อมต่อให้ถึงฝั่ง แต่พอให้เพื่อนที่ขึ้นมาดูและเล่าเรื่องของชิ้นเรา เขาเห็นใบโพธิ์เป็นใบโพธิ์ แต่เห็นเรือเป็นดาบสำหรับใช้ฟาดฟันอุปสัค และมองเห็นสะพานเป็นหมา สีหน้าตอนที่บอกเล่านั้นขอโทษอย่างมาก แถมยังอุตส่าห์บอกเล่าให้เข้ากับเรื่องราวจนได้ว่าหมาเปรียบเสมือนอุปสัคต่างๆ และยังมีกองหนุนช่วยขึ้นมา “เห็น” ส่วนดีของชิ้นงาน ให้กำลังใจกันสุดๆ เลยเชียวหละ
      ส่วนตัวแว่นธรรมได้ไปมองชิ้นงานของคุณวารี เธอแกะเป็นรูปเครื่องหมายสวัสดิกะ ภววิสัยก็บอกได้ง่ายไม่บิดเบี้ยวไปเป็นอื่น อัตวิสัยที่ปรุงขึ้นได้ขณะนั้นในใจนึกถึงฮิตเลอร์ก่อนเลย แต่พยายามนึกให้เป็นเครื่องหมายที่ดีๆ เพราะเคยได้เห็นปรากฏอยู่กับกลุ่มพระธิเบตแสดงว่าเกี่ยวข้องกับศาสนาและความดีแน่นอน หลวงแม่ได้กรุณาให้ความรู้เพิ่มเติม พร้อมทั้งนำภาพผู้หญิงท้องมีผมยาวกระจายเป็นรูปสวัสดิกะที่มาของเครื่องหมายนี้ ซึ่งมีมานานแล้วก่อนพุทธศาสนาเสียอีก หมายถึงความอุดมสมบูรณ์ ท้ายที่สุดแว่นธรรมก็ได้ข้อสรุปให้กับตนเองและกลุ่มว่า สัญญาหรือความรู้เดิมของคนเรานั้นมีอิทธิพลต่อจิตให้ คิด พูด และทำตามความเคยชินหรือตามข้อมูลความรู้เดิมก่อนเพื่อน คุณผู้อ่านล่ะคะ เห็นเครื่องหมายสวัสดิกะแล้วนึกถึงอะไร
      ด้วยเหตุนี้เองหลวงแม่จึงชี้นำให้พวกเราสร้างความคุ้นเคยกับกุศล คิด พูด ทำแต่สิ่งที่เป็นกุศลเอาไว้เสมอๆ เพื่อไม่ให้ตกไปในร่องของอกุศล โดยเฉพาะเวลาที่เราจะต้องละสังขารไป
      น้องโพฯ อมลณัฐ มีความซาบซึ้งใจกับชิ้นงานของหลวงพี่รีที่เป็นรูปหัวใจ และความหมายที่หลวงพี่บรรยายว่าหมายถึงความมุ่งมั่นในแนวทางโพธิสัตต์มาก ตารื้นไปด้วยความปีติ รู้สึกได้ทั้งคำพูด และท่าทางของเธอ จบด้วยคำว่า “ดีจริงๆ” พวกเราก็ว่าดีจริงๆ ด้วยค่ะ
      ที่สุดของความเก๋ในการนำเสนอครั้งนี้เห็นจะไม่มีใครเกินของคุณย่า(นิภา) นำเสนออักษรที่แกะสลักว่า ทานบารมี พอเสนอเสร็จปุ๊บหลวงแม่กับเจี๊ยบก็นำเสียงสวด “ทานปารมี สัมปันโน” ตามด้วยเสียงพวกเราทั้งหมดไพเราะพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมาย ทำให้คุณย่าปลื้มไม่รู้จบ
      อยากรู้ไหมว่าคนอื่นๆ รู้สึกอย่างไรกับชั้นเรียนธรรมะวันอาทิตย์ แว่นธรรมไปหาคำตอบมาให้แล้วค่ะ
      คุณดาว: เคยคิดว่าอ่านหนังสือมาพอจะรู้เรื่องอะไรบ้าง พอเอาเข้าจริงๆ ถูกถามอะไร ทำไมหนูไม่สามารถอธิบายได้ การเรียนแบบนี้ทำให้เราเข้าใจได้ลึกซึ้งขึ้น แต่ก่อนนี้ผิวเผินมาก และหนูได้เข้าใจตัวเองว่าตัวเองน่ะยังไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรเลย น้องเจี๊ยบ: สนุก มันเหมือนการเรียนการสอนแบบใหม่ ให้เราเป็นตัวของตัวเองมาก ได้แสดงความคิดเห็นของตัวเอง ไม่ค่อยเหมือนที่เรียนในห้องเรียน เพราะอาจารย์เค้าจะวางโปรแกรมให้เราทำอย่างนี้ๆ มันทำให้เบื่อไม่ชอบ แต่ที่ห้องเรียนวันอาทิตย์ ได้ความรู้ใหม่ๆ ได้คิด ปกติไม่คิด คิดไม่ออกว่าจะทำอะไร แกะไปแกะมาก็เริ่มมีความคิดใหม่ขึ้นมาเองว่าควรจะมีอะไร เพิ่มจินตนาการเราขึ้นมา
      แว่นธรรมขอเล่าแถมหน่อย ตอนนำเสนอน้องเจี๊ยบซึ่งอายุน้อยที่สุดในกลุ่ม อธิบายได้ประทับใจทุกคนมากตบมือให้เสียงก้องห้องเลย ตัดตอนบางส่วนมาเล่าให้ฟังนะคะ เธอเปรียบดอกไม้บานว่าเหมือนคนที่พร้อมที่จะรับสิ่งใหม่ๆ ความรู้ใหม่ๆ ดอกไม้พร้อมที่จะให้ ให้น้ำหวานแก่ผีเสื้อ... ธรรมะอันงดงามนี้ มาจากเด็กสาวที่เติบโตมาในยุคบริโภคนิยมค่ะ ไม่แห้งแล้งเลย เห็นด้วยหรือเปล่าคะ หลวงพี่รี: ได้เห็นความหลากหลายทางความคิด วิธีการพูด การนำเสนอ ได้เห็นคนหลากหลาย อโศกา: ชอบวิธีการเรียนแบบนี้ มีการแชร์ความรู้สึกกัน ถามตอบกัน ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการนำความรู้ของตัวเองมาเล่าสู่กันฟัง เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ แปลก เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ไม่ได้มีแต่ความรู้ในพุทธศาสนาเท่านั้น มีความรู้อย่างอื่นที่มีประโยชน์ด้วย รู้สึกกระตือรือร้นในการเรียน
      สุดยอดของกิจกรรมนี้ หลวงแม่โยงใยให้เราได้เห็น “รอยกรรม” ของตนเอง ชี้ให้เห็นว่ากรรมที่เรากระทำนั้นจะตามติดเราไปกี่ภพกี่ชาติ บางคนกว่าจะหลุดก็ ๓ ชาติ ๗ ชาติ ก็ด้วยความลึกที่เราประทับมันไว้ในจิตของเรา หลวงแม่เตือนเราทุกคนว่า “นับแต่นี้ต่อไป กรรมที่เราจะทำขอให้เป็นไป ตั้งอยู่ในกุศลเท่านั้น” สิ่งที่ยากก็คือการประคองให้กรรมนั้นเป็นกุศลตลอดสาย บางครั้งเริ่มต้นเป็นกุศลแต่กลางทางกลายเปลี่ยนเป็นอกุศลก็มี หรือเริ่มต้นเป็นอกุศลแต่ตอนท้ายกลายเป็นกุศลก็มีเช่นกัน หลวงแม่ให้พวกเราช่วยกันนึกตัวอย่างเพื่อจะได้ไม่เกิดการผิดพลาดในชีวิตเหมือนเหตุการณ์นั้น พวกเราได้ตระหนักรู้แก่ใจและสายตาตนเองอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว กลัวแล้วอกุศลกรรม กรรมชั่วทั้งหลาย จะตั้งใจระมัดระวังประคอง กาย วาจา และใจ ให้อยู่บนฐานของกุศลตลอดเวลา อยากให้ทุกคนได้มีโอกาสทำกิจกรรมแบบนี้บ้างค่ะ พบกันทุกวันอาทิตย์บ่ายโมงที่ห้องสมุด มาทำวันอาทิตย์ให้มีความหมายกว่าทุกๆ วันซีคะ

 

วัตรทรงธรรมกัลยาณี เลขที่ 195 ถนนเพชรเกษม ต. พระประโทน อ.เมืองฯ จ.นครปฐม 73000
โทร. (034)258-270 โทรสาร (034) 284-315 E-mail: dhammananda9@hotmail.com
Copyright (c) 2002-2006 Thai Bhikkhunis All rights reserved.


จำนวนผู้เข้าชม ตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2549