หน้าแรก arrow เกี่ยวกับภิกษุณี arrow ภิกษุณีมีไม่ได้ - วาทะกรรมที่ต้องตรวจสอบ
ภิกษุณีมีไม่ได้ - วาทะกรรมที่ต้องตรวจสอบ Print E-mail

 คุณรู้หรือไม่?
 ๑. กำเนิดภิกษุณีสงฆ์ครั้งพุทธกาล
๒. ภิกษุณีสงฆ์ในอดีต 
๓. ภิกษุณีสงฆ์ในประเทศไทย 
๔. การบวชสามเณรีสายเถรวาทองค์แรกในประเทศไทย  
๕. การบวชสามเณรีครั้งแรกในประเทศไทย  

      ๑.กำเนิดภิกษุณีสงฆ์ครั้งพุทธกาล 

  • พระพุทธเจ้าในอดีต ๒๘ พระองค์ ที่กล่าวถึงในพระไตรปิฎกมีอัครสาวก และอัครสาวิกา คือภิกษุณีที่เป็นอัครสาวิกาทั้งสิ้น
  • สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ประทานการอุปสมบทให้แก่ผู้หญิง โดยมีพระแม่น้านางมหาปชาบดีโคตมีเป็นภิกษุณีองค์แรก
  • พระสมณโคดมพุทธเจ้า มีพระโมคคัลลานะ และพระสารีบุตร เป็นอัครสาวก และมีพระนางเขมาเถรี และอุบลวัณณาเถรี เป็นอัครสาวิกา เช่นกัน     
  • พระพุทธองค์ทรงฝากฝังพระศาสนาไว้กับพุทธบริษัท ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา บริษัททั้ง ๔ กลุ่มมีความรับผิดชอบในพระศาสนาในสัดส่วนที่ทัดเทียมกัน
  • พระพุทธองค์ทรงทำนายไว้ว่า หากพระศาสนาจะเสื่อมก็เป็นเพราะพุทธบริษัท ๔ ไม่เคารพยำเกรงในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สิกขา และสมาธิ และเพราะพุทธบริษัท ๔ ไม่เคารพยำเกรงไม่เอื้ออาทรต่อกันและกัน 

      ๒. ภิกษุณีสงฆ์ในอดีต 

  • พระภิกษุณี ๑๓ รูปได้รับการยกย่องจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าเป็น เอตทัคคะ คือมีความเป็นเลิศในด้านต่างๆ เช่น พระวินัย พระธรรม อิทธิฤทธิ์ เป็นต้น
  • พระภิกษุณีในสมัยพุทธกาลที่ได้บรรลุธรรมมีจำนวนมากกว่า 500 รูป
  • คณะภิกษุณีสงฆ์ในสมัยพุทธกาลประสบความสำเร็จ ในการสืบทอดงานพระศาสนาเช่นเดียวกับพระภิกษุสงฆ์
  • ในสมัยสุโขทัย เราก็รับสายการบวชมาจากศรีลังกา จึงเรียกว่าลังกาวงศ์
  • เมื่อศรีลังกาขาดสายลง มาขอสืบสายไปจากประเทศไทย ในสมัยพระเจ้าบรมโกศ กลายเป็นสยามวงศ์และเป็นนิกายที่เก่าแก่สุดในศรีลังกา 

      ๓. ภิกษุณีสงฆ์ในประเทศไทย 

  • ประเทศไทยไม่เคยมีการบวชภิกษุณี การแสวงหาการบวชที่ถูกต้อง เป็นขั้นตอนที่เน้นวิธีการ ที่จะดำเนินการโดยการขอรับจากประเทศอื่นที่มีภิกษุณีสงฆ์ตั้งมั่น
  • ภิกษุณีสงฆ์ในต่างประเทศนั้น แม้ในประเทศคอมมิวนิสต์ ประเทศที่นับถืออิสลาม ก็ยังประดิษฐานภิกษุณีสงฆ์ได้ แต่ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีประชากรชาวพุทธสูงสุดในโลก ๙๕% กลับมีพุทธบริษัทไม่ครบองค์
  • คณะสงฆ์ไทยเน้นว่าเป็นเถรวาท เถรวาทคือถือตามวาทะของพระเถระนับแต่ปฐมสังคายนา (๓ เดือน หลังพุทธปรินิพพาน)  ในครั้งนั้นได้ตกลงกันว่า จะไม่มีการเพิกถอนธรรมะที่ได้บัญญัติแล้ว และจะไม่มีการเพิ่มเติมสิ่งใหม่ คำสั่งของคณะสงฆ์ไทย พ.ศ. ๒๔๗๑ ที่ห้ามมิให้พระภิกษุบวชสตรีเป็นภิกษุณี สิกขมานา และสามเณรี นั้นเป็นบัญญัติแต่เดิมหรือ?  หรือเป็นบัญญัติที่เกิดขึ้นใหม่?  

      ถ้าจะตอบว่าเป็นบัญญัติแต่เดิม ก็จะขัดกับข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏในพระไตรปิฎกชัดเจนว่าพระพุทธองค์เป็นผู้อนุญาตได้สตรีบวชเป็นภิกษุณี
      ถ้าจะตอบว่าเป็นบัญญัติใหม่ ก็จะขัดกับหลักการของเถรวาท ที่ระบุว่าจะไม่มีการเพิกถอนของเดิม และจะไม่มีการ  บัญญัติเพิ่มเติมมิใช่หรือ? 

  • การบวชภิกษุณีสงฆ์จะต้องมีสงฆ์สองฝ่ายนั้น ขั้นตอนแรกจะต้องได้รับการยอมรับจากภิกษุณีสงฆ์แล้ว จึงจะได้รับการอุปสมบทจากภิกษุสงฆ์
  • การยอมรับจากภิกษุณีสงฆ์ ก็คือสอบผ่านอันตรายิกธรรม คือธรรมที่จะเป็นอันตรายต่อเพศพรหมจรรย์มิใช่อุปสมบท
  • การบวชหรือสังฆกรรมคือการอุปสมบทนั้นกระทำครั้งเดียวคือในภิกษุสงฆ์
  • การบวช เป็นสิ่งที่ดี นี่เป็นหลักการ
  • การบวชผู้ชาย ก็ควรโมทนา การบวชของผู้หญิงก็ควรโมทนาเช่นกัน  
  • ความพยายามที่จะให้มีภิกษุณีสงฆ์ เป็นความศรัทธาในพระพุทธเจ้า เป็นการตอบสนองพระคุณของท่าน โดยความพยายามที่จะรักษาของเดิมที่ทรงอนุญาตไว้    
  • ความพยายามที่จะขัดขวางภิกษุณีสงฆ์เป็นการไม่เอื้ออาทรต่อพุทธบริษัท และจะทำให้พระศาสนาเสื่อม ตามพระดำรัสของพระพุทธองค์ 

      ๔. การบวชสามเณรีสายเถรวาทองค์แรกในประเทศไทย  

      ในฐานะนักวิชาการ ผู้จบการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านพุทธศาสนา เป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ และเป็นตัวแทนของประเทศไทย เข้าร่วมประชุมระดับนานาชาติในต่างประเทศ มาตลอดอายุการทำงานที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเป็น ๑ ใน ๓ ผู้ที่ก่อตั้ง“ศากยธิดา”องค์กรสตรีชาวพุทธนานาชาติ ที่ก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. ๒๕๓๐ เพื่อที่จะร่วมกันฟื้นฟูให้ผู้หญิงได้มีโอกาสศึกษาและปฏิบัติธรรม
      ด้วยความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องของการบวชภิกษุณีสงฆ์ จากการทำปริญญานิพนธ์ในระดับปริญญาเอกเรื่อง “ภิกขุนีปาติโมกข์” ประกอบกับการที่ได้ศึกษาการรื้อฟื้นภิกษุณีสงฆ์ในศรีลังกาเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว จึงทำให้ ดร. ฉัตรสุมาลย์ ปิดฉากชีวิตทางโลกในฐานะนักวิชาการศาสนา ออกบวชเป็นสามเณรีองค์แรกของประเทศไทย ด้วยความมั่นใจว่า “ปราศจากข้อห้ามใดใด” ทั้งในแง่พุทธบัญญัติ และในแง่มุมทางกฎหมาย 
      ดร. ฉัตรสุมาลย์ ได้รับการบรรพชาจากคณะภิกษุสงฆ์ และภิกษุณีสงฆ์ สยามนิกาย จากประเทศศรีลังกา เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ ได้รับฉายาว่า “ธัมมนันทา” ทันทีที่กลับมาถึงเมืองไทยก็ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน มีการเปิดประเด็นในเรื่องนี้อย่างกว้างขวางเป็นเวลานับเดือน “เกิดกรณีภิกษุณีพิพาท” มีทั้งฝ่ายที่สนับสนุน และฝ่ายที่คัดค้าน ซึ่งดูเหมือนว่าฝ่ายที่คัดค้านมีข้ออ่อนด้อยในเหตุผลกว่าของนักวิชาการหลายๆ หน่วยงานซึ่งออกมาสนับสนุนด้วยเหตุผลที่ชัดเจนและเชื่อถือได้จากพระไตรปิฎก 
      ไม่ว่าเหตุผลของฝ่ายสนับสนุนหรือฝ่ายคัดค้านจะสรุปลงอย่างไร แต่เหตุผลที่เหนืออื่นใดที่สามเณรีธัมมนันทาให้สัมภาษณ์ไว้นับเป็นการเลือกเส้นทางชีวิตอันงดงามของตนเอง “อาตมาออกบวชเพราะต้องการจะถวายตัวรับใช้พระพุทธศาสนา เพื่อทำหน้าที่เผยแพร่พระธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อาตมาบวชด้วยความศรัทธาจากหัวใจ จากความมุ่งมั่นและตั้งอกตั้งใจอย่างดีที่สุด ด้วยความกตัญญูต่อพระพุทธเจ้า เพราะว่าได้ศึกษาแล้วว่า ภิกษุณีสงฆ์นั้นเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าประทานไว้ให้แก่ลูกผู้หญิง และพระศาสนาที่มอบให้ไว้นั้นเป็นพระศาสนาที่มอบให้พุทธบริษัท ๔ ช่วยกันดูแล อันประกอบไปด้วย ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาการบวชของอาตมานั้น มั่นใจว่าได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องตามพระวินัย ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไร ปัญหาจะอยู่ที่ความไม่เข้าใจมากกว่า บางคนพอเห็นผู้หญิงครองจีวรก็ไม่เข้าใจ จะเกิดคำถามว่าทำไมผู้หญิงมาใส่จีวร ทั้งๆ ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงอนุญาตให้ผู้หญิงบวชได้” 
      การบวชของสามเณรีธัมมนันทา จึงเป็นการจุดประกายความหวังให้แก่ผู้หญิงที่ตั้งใจจะหันหน้าเข้าสู่เส้นทางแห่งการศึกษาปฏิบัติธรรม ได้มีทางเลือกซึ่ง “งดงามที่พระพุทธองค์ทรงประทานไว้ให้แก่ลูกสาว”

      ๕. การบวชสามเณรีครั้งแรกในประเทศไทย  

      ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ ที่วัตรทรงธรรมกัลยาณี จัดให้มีการบรรพชาสามเณรีองค์แรกขึ้นในประเทศไทย       โดยนางวรางคณา วนวิช เยนทร์ อายุ ๕๖ ปี ซึ่งบวชชีมานานถึง ๙ ปี มีความประสงค์จะบรรพชาเป็นสามเณรี จึงแจ้งความจำนงมายังสามเณรีธัมมนันทา ขอให้ติดต่อเรื่องการเดินทางไปบวชสามเณรีที่ศรีลังกา ซึ่งขณะนั้นเองมีภิกษุณีสงฆ์เดินทางมาจากทั่วโลก เพื่อร่วมประชุม “อริยวินัย” กับคณะกรรมการศาสนาเพื่อการพัฒนา สามเณรีธัมมนันทา จึงให้จัดการบวชขึ้นที่วัตรทรงธรรมกัลยาณี เพื่อจะได้มิต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปบวชถึงประเทศศรีลังกา โดยในการบรรพชาครั้งนี้ มีคณะภิกษุสงฆ์ไทยเป็นสักขีพยานและคณะภิกษุณีสงฆ์ศรีลังกาเป็นผู้บรรพชาให้ โดยตั้งฉายาให้แก่นางวรางคณาว่า “ธัมมรักขิตตา” ซึ่งนับเป็นการบวชสามเณรีสายเถรวาทอย่างถูกต้องเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย

      ต้องการทราบข้อมูลเรื่องการบวชภิกษุณีในประเทศไทยโดยละเอียดสามารถอ่านได้จากหนังสือเล่มนี้  ภิกษุณีมีไม่ได้  วาทะกรรมที่ต้องตรวจสอบ ดูรายละเอียดการนำเสนอกระทู้การบวชภิกษุณีในประเทศไทย จากสมาชิกวุฒิสภา

 

วัตรทรงธรรมกัลยาณี เลขที่ 195 ถนนเพชรเกษม ต. พระประโทน อ.เมืองฯ จ.นครปฐม 73000
โทร. (034)258-270 โทรสาร (034) 284-315 E-mail: dhammananda9@hotmail.com
Copyright (c) 2002-2006 Thai Bhikkhunis All rights reserved.


จำนวนผู้เข้าชม ตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2549