วิถีชีวิตพระโพธิสัตต์

      วันนี้จะพูดให้ฟังถึงเรื่องแนวทางพระโพธิสัตต์ หลวงพ่อดาวเรืองที่วัดหนองหอยและหลวงย่าที่วัตรของเรา เป็นตัวอย่างของพระที่เดินตามแนวทางของพระโพธิสัตต์  เวลาที่พูดถึงพระโพธิสัตต์คนไทยมักจะเข้าใจว่าหมายถึงอดีตชาติของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก่อนที่จะมาเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะได้บำเพ็ญพระชาติมาหลายสิบชาติ ในพระเจ้า ๕๐๐ ชาตินั้น เล่าถึงอดีต ๕๐๐ชาติของพระพุทธเจ้า แต่ในพระเจ้า ๕๐๐ ชาตินี้ส่วนหนึ่งจะเป็นเหมือนกับนิทานพื้นบ้าน แม้กระทั่งนิทานอีสป แม้กระทั่งรามเกียรติ์ก็สอดใส่เข้ามาอยู่ในพระเจ้า ๕๐๐ ชาติของเราด้วย คนไทยจะเข้าใจได้ว่าเมื่อพูดถึงพระโพธิสัตต์ก็คือพูดถึงอดีตชาติของพระพุทธเจ้าย้อนไปเมื่อ ๔๙๙ ชาติ เราก็มีความรู้สึกว่าพวกเราอย่างเก่งก็ปรารถนาเป็นพระอรหันต์ จะไม่มีใครปรารถนาพุทธภูมิ ถ้าเราจะเป็นพระโพธิสัตต์คนไทยก็จะไม่ชอบ แล้วก็มีอคติว่าคนคนนี้จะทำตัวเทียบพระพุทธเจ้า อันนี้เป็นความเข้าใจค่อนข้างจะจำกัดเฉพาะในชาวพุทธในประเทศไทยเท่านั้น

      เถรวาทกับมหายานต่างกันโดยหลักใหญ่ใจความตรงนี้ ก็คือตรงที่ทั้งฝ่ายมหายานนั้นพิจารณาดูชีวิตขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มองย้อนไปในอดีตว่าพระพุทธเจ้าได้สร้างบารมีมาอย่างไร ได้บำเพ็ญพระองค์เป็นพระโพธิสัตต์มาอย่างไร จึงจะได้มาถึง พระชาติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะและได้บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าในท้ายที่สุด แล้วมหายานก็เพียรพยายามที่จะดำเนินรอยตามวิถีชีวิตแบบนั้น ในขณะที่ฝ่ายเถรวาทจะถือเอาพระพุทธเจ้าองค์เดียวกันแต่จะปฏิบัติตามคำสอนของ พระองค์นับตั้งแต่วาระที่เจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้ธรรมอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้าเมื่อพระชนม์พรรษาได้ ๓๕ แล้วก็ปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ในช่วง ๔๕ ปีนับแต่วันที่ตรัสรู้ แนวทางของเถรวาทจึงเป็นแนวทางการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นเฉพาะตัว ในขณะที่แนวทางของสายมหายานจะมุ่งการปฏิบัติที่จะดำเนินแนวทางชีวิตเยี่ยงพระโพธิสัตต์ การที่จะดำเนินแนวทางเยี่ยงพระโพธิสัตต์มีจุดมุ่งหมายว่าในท้ายที่สุดเราก็จะเข้าถึงพระพุทธภูมิ แต่บางคนนั้นมีบารมีแก่กล้าพร้อมที่จะเข้าถึงพุทธภูมิแล้ว บำเพ็ญบารมีมาครบถ้วนแล้ว แต่ก็ยังรออยู่ เพื่อที่จะช่วยรื้อสัตว์ ขนสัตว์ให้สรรพสัตว์ที่ตกทุกข์ได้ยากนั้นได้บรรลุธรรมพร้อมๆกัน  อันนี้ก็จะเป็นความกรุณาของบรรดาพระมหาโพธิสัตต์ทั้งหลาย
      ในหนังสือที่ว่าด้วยพระโพธิสัตต์ในวรรณคดีสันสกฤตนั้น คนที่เขียนหนังสือที่สำคัญก็คือ HAR DAYAL เข้าใจว่าเป็นคนแขกอินเดีย ได้อธิบายโพธิสัตต์ภูมิเอาไว้ 10ขั้น ที่จะเพียรพยายามปฏิบัติขึ้นมา บนเส้นทางของการที่จะปฏิบัติเพื่อพุทธภูมิหรือแนวทางโพธิสัตต์นั้น เป็นแนวทางที่ไม่ได้ปรารถนาความหลุดพ้นเฉพาะตัว แต่ปรารถนาที่จะช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้หลุดพ้นด้วย เพราะฉะนั้นความรู้ความสามารถไม่ใช่เฉพาะในสิ่งที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้นก็จำเป็นสำหรับโพธิสัตต์ เพราะว่าถ้าความรู้ความสามารถเหล่านั้นอาจจะนำมาใช้เป็นเครื่องมือ ในการที่จะช่วยให้เรารื้อสัตว์ขนสัตว์ได้มากขึ้น สะดวกขึ้น ก็ล้วนแล้วแต่เป็นกุศโลบายที่นำมาใช้ได้ทั้งสิ้น วิธีคิดของมหายานจะคิดกว้างขวาง สะท้อนออกในรูปแบบของการสร้างสถาปัตยกรรม วัดวาอารามของจีนจะใหญ่โต ที่อยู่อาศัยก็จะเป็นที่อยู่อาศัยด้วยกัน เป็นอาคารสิ่งก่อสร้างที่เป็นอาคารใหญ่ แล้วก็จะอยู่ด้วยกัน อาหารการกินก็จะกินด้วยกัน ในขณะที่ฝ่ายเถรวาทสะท้อนออกในสถาปัตยกรรมการสร้างกุฏิสงฆ์ก็จะเป็นกุฏิเล็กๆ เดี่ยว เพื่อมุ่งหวังการปฏิบัติเฉพาะตน หรือแม้สำนักแม่ชีบางแห่งอยู่กัน ๕๐ คนก็หุงข้าว ๕๐ หม้อ ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างกิน แต่ก็อยู่ในสำนักเดียวกัน อย่างนี้ก็คือท่าทีแตกต่างกันไป เราจะเห็นว่าในสมัยปัจจุบันนี้ ในขณะที่คนภายนอกมีปัญหาอย่างยิ่ง ทางมหายานเขาจะปรับตัวเองให้เข้ากับสังคม ออกมารับใช้สังคม ออกมาดูแลประโยชน์สังคมมากขึ้น ภิกษุณีรูปหนึ่งที่ไต้หวันเวลาที่เกิดทุพภิกขภัย เช่นแผ่นดินไหวตึกรามบ้านช่องล้มทับผู้คนตายจำนวนมาก ผู้คนไร้ที่พักที่อยู่อาศัยภิกษุณีรูปนี้ก็จะเข้าไปลุยไปตามเลน ตามโคลน ตามสลัม เพื่อที่จะช่วยกู้ชีวิตคนเหล่านี้ขึ้นมา มีอยู่ครั้งหนึ่งภิกษุณีรูปนี้บังเอิญไปยืนอยู่หน้าโรงพยาบาลเห็นผู้หญิง ท้องแก่มาอยู่ที่หน้าโรงพยาบาลแต่ไม่มีเงินจ่ายทางโรงพยาบาลก็ไม่รับต้องไปโรงพยาบาลอื่น พระภิกษุณีรูปนี้ตั้งอธิษฐานจิตว่าจะต้องสร้างโรงพยาบาลเพื่อให้การรักษาพยาบาลกับคนยากจนโดยไม่คิดมูลค่า ก็ปรากฎว่าเมื่อท่านพูดขึ้นก็มีลูกศิษย์ลูกหาที่เห็นด้วยก็ช่วยกันหาเงินสร้างโรงพยาบาล ไม่ใช่แต่สร้างโรงพยาบาลสำหรับมวลชนเท่านั้น ท่านยังสามารถสร้างวิทยาลัยที่จะอบรมสั่งสอนผลิตนายแพทย์ผลิตพยาบาลออกมารับใช้สังคม ด้วยการที่มีจิตใจเป็นโพธิสัตต์ช่วยเหลือคนที่ยากไร้ ให้ชีวิต ต่อชีวิต สำหรับคนที่เจ็บไข้ได้ป่วย ภิกษุณีรูปนี้ต่อมาได้รับรางวัลแม็กไซไซซึ่งเป็นรางวัลจากฟิลิปปินส์สนับสนุนคนที่ทำงานเพื่อสังคม
      หลวงพ่อที่วัดหนองหอยก็เหมือนกัน งานของท่านก็ทำในลักษณะงานของพระโพธิสัตต์ ประการแรกที่ท่านทำก็คือมีโรงทาน ไม่ว่าใครจะไปจะมาท่านก็มีอาหารให้กิน แล้วก็เป็นอาหารบริสุทธิ์ เป็นอาหารมังสวิรัติ ซึ่งสอดคล้องกับวิถีชีวิตพระโพธิสัตต์ ส่วนมากถ้าเป็นพระโพธิสัตต์ที่เป็นนักบวช เขาจะต้องรับศีลข้อที่ไม่กินเนื้อสัตว์ เพราะฉะนั้นสายพระโพธิสัตต์สายจีนจะเป็นมังสวิรัติโดยปริยาย ไม่ใช่เรื่องโรงทานเท่านั้น แต่หลวงพ่อยังทำบ้านพักคนชรา ดูแลคนชราที่ไม่มีลูกหลานดูแล เป็นงานสังคมสงเคราะห์ เป็นงานที่โปรดคนยากจน สถานที่ที่พักบ้านคนชรานั้นแม้จะมีจำนวนคนชราอยู่เพียง ๒๐ คน แต่แท้ที่จริงแล้วสามารถจะอยู่ได้ถึงร้อยคน และเมื่อคราวที่จังหวัดราชบุรีเกิดทุพภิกขภัย ประชาชนบ้านช่องน้ำท่วม ก็ได้มาอาศัยบารมีหลวงพ่อเข้ามาอยู่บ้านพักคนชรานี่เอง 
อย่างนี้จะเห็นว่างานของพระโพธิสัตต์เป็นงานที่เอื้อต่อคนอื่น เมื่อเราโกนผมเข้ามาบวช ไม่ใช่เราคอยให้คนเขากราบไหว้เราเท่านั้น สัญลักษณ์ของการที่โกนหัวบวชก็คือการที่จะบอกกับคนอื่นว่าเราจะช่วยอะไรคนอื่นได้บ้าง แม้กระทั่งวัตรปฏิบัติของการออกไปบิณฑบาต ผู้ที่เป็นนักบวชผู้ที่เป็นพุทธสาวกพุทธสาวิกา ก็ต้องทำหน้าที่ออกไปโปรดสัตว์
      ไม่ได้มีจุดประสงค์ที่เราจะไปรับอาหารจะต้องไปบ้านที่ถวายอาหารดีๆเท่านั้น นั่นไม่ใช่จุดประสงค์ของการบิณฑบาต การบิณฑบาตก็คือการเปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้มีโอกาสสัมผัสกับกุศล สัมผัสกับบุญ จึงเรียกการบิณฑบาตว่าการโปรดสัตว์ การออกบิณฑบาตจึงเป็นหน้าที่ประการหนึ่งของคนบวช เพราะฉะนั้นหลวงแม่จะชวนลูกทุกครั้งว่าวันนี้ออกบิณฑบาตใครจะตามไป แม้ว่าลูกยังไม่ได้บวชแต่การที่ลูกเดินตามหลังพระไปบิณฑบาตไ ปรับบาตรจากชาวบ้าน ลูกก็อยู่ในขบวนการของการสร้างกุศลทั้งสองฝ่าย ฝ่ายพระที่ไปโปรดสัตว์ญาติโยมและได้เห็นญาติโยมที่ตั้งใจมีจิตเป็นกุศลถวายพระนี้เป็นการสร้างทั้งบุญกุศลทั้งสองฝ่าย งานของพระโพธิสัตต์นั้นไม่จบสิ้น แล้วแต่ว่าแต่ละคนอธิษฐานว่าจะช่วยเหลือทางใด
สำหรับแม่กวนอิมนั้นเป็นปางของพระอวโลกิเตศวรพระอวโลกิเตศวร แปลว่าผู้พร้อมจะได้ยิน
      เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นปางของเจ้าแม่กวนอิมที่เรียกว่าปางสหัสเนตร สหัสกร พันมือพันตา แต่ละมือที่ยื่นออกมานั้นมีตากำกับ หมายถึงว่าพร้อมที่จะดูแลทุกข์สุขของประชาชนพร้อมที่จะช่วยเหลือด้วย มือที่ยื่นออกมานั้น อันนี้เป็นเพียงสัญลักษณ์คงไม่ใช่เป็นจริงอย่างนั้น แต่ว่าทำออกมาเป็นสัญลักษณ์ให้เราได้ตระหนักว่าอวโลกิเตศวรหมายความว่าอย่างนั้น ทีนี้ อวโลกิเตศวรนั้นเดิมเป็นปางผู้ชายจากประเทศอินเดีย แต่เมื่อเดินทางไปสู่ประเทศจีน ที่ประเทศจีนนั้นมีเจ้าแม่แห่งท้องทะเลเพราะว่ามีชาวจีนที่ทำหน้าที่เป็นอาชีพชาวประมง หากินริมฝั่งแม่น้ำหากินริมฝั่งทะเล บรรดาสมาชิกที่ครอบครัวที่เป็นผู้ชายไม่ว่าจะเป็นปู่ไม่ว่าจะเป็นพ่อไม่ว่าจะเป็นลูกชายก็จะออกสู่ท้องทะเลไปจับปลา การออกทะเลแต่ละครั้ง ไม่เคยมีความแน่ใจเลยว่าลูกชายหรือผัวจะได้กลับมา
      ชาวจีนจึงสร้างรูปพระแม่แห่งท้องทะเลหันหน้าออกสู่ท้องทะเลเพื่อที่จะให้ปกปักษ์รักษาบรรดาชาวประมงทั้งหลายที่ออกหาปลา เมื่อแนวความคิดเรื่องอวโลกิเตศวรซึ่งแปลว่าพระผู้ได้ยินไปถึงประเทศจีน จึงสานกันเข้ากับความเชื่อพื้นบ้านคือเชื่อในเทพเจ้าเชื่อในเจ้าแม่แห่งท้องทะเลจึงสานกันเกิดเป็นแนวความคิดใหม่ เกิดเป็น มโนทัศน์ในเรื่องของเจ้าแม่กวนอิม ทำให้อวโลกิเตศวรนั้นมีปางผู้หญิงเป็นกวนอิมซึ่งมีลักษณะเป็นผู้หญิง กวนอิมดั้งเดิมจะเป็นแปะกวานซีอิม แปะกวานซีอิมแปลว่าเจ้าแม่กวนอิมทรงชุดขาว เพราะอะไร เพราะท่านรักษาศีลบริสุทธิ์ตัวท่านเองรักษาศีลบริสุทธิ์ เวลาที่เราจะดูว่าองค์ไหนเป็นพระโพธิสัตต์ ดูตรงที่เหนือหน้าผากขึ้นไปบนศีรษะจะมีรูปพระพุทธรูปเล็กๆ ถ้ามีรูปพระพุทธรูปเล็กๆ แสดงว่าองค์นั้นเป็นพระโพธิสัตต์ รูปแม่กวนก็เหมือนกัน มีรูปพระพุทธรูปเล็กๆ อยู่ที่มวยผมแล้วก็จะครองชุดขาว แปะกวานซีอิม แม่กวนอิมดั้งเดิมที่สานความเชื่อพระโพธิสัตต์อวโลกิเตศวรเข้ากับเจ้าแม่แห่งท้องทะเลได้รับความนิยมอย่างยิ่ง เพราะว่าเมื่อเป็นกวนอิมแล้วคนจีนก็จะเชื่อว่าเจ้าแม่กวนอิมนี้จะช่วย ผู้หญิง จะช่วยคนเจ็บ
      คนแก่จะช่วยคนที่ตกอยู่ในภัยพิบัติไฟไหม้จะช่วยคนที่เดินทาง เพราะฉะนั้นความเคารพความนิยมในการบูชาเจ้าแม่กวนอิมจึงมีมหาศาล เพราะไปสอดคล้องกันกับความต้องการทางจิตวิญญาณจิตใจของประชาชน ผู้ที่จะมาช่วยต้องเป็นผู้หญิง ความรู้สึกเรื่องอวโลกิเตศวรซึ่งเป็นเพศชายไม่รู้จะให้ไปช่วยอะไร ไปช่วยอะไรในบ้านในช่อง แต่ว่าผู้หญิงเรามีความทุกข์โศกไม่ว่าเรื่องลูกเจ็บ ไม่มีลูก บางคนไม่มีลูกไปอ้อนวอนขอจากเจ้าแม่กวนอิม มโนทัศน์เรื่องพระโพธิสัตต์ที่จะมาช่วยมนุษยชาติได้ดีกว่า จึงออกมาในปางของผู้หญิงมากกว่าที่จะเป็นปางของผู้ชาย ตรงนี้อาตมาเล่าให้ฟังว่า ทำไมอวโลกิเตศวรซึ่งเป็นปางผู้ชายจึงกลายเป็นกวนอิม พระโพธิสัตต์ฝ่ายกรุณาในปางผู้หญิงไปได้
      ทีนี้เล่าต่อไปอีกนิดหนึ่งว่าในประเทศธิเบตนั้นเขาไม่มีกวนอิม แต่เขามีพระนางตารา พระนางตารานี้มีสององค์ พระนางตาราขาว กับ พระนางตาราเขียวซึ่งถือว่าเป็นพระชายาของพระอวโลกิเตศวร ที่มีสององค์นี้สืบเนื่องมาจากประวัติศาสตร์การแผ่ขยายของพระพุทธศาสนาจากอินเดียสู่ประเทศธิเบต กล่าวคือ เมื่อพระเจ้าสองสันกัมโปซึ่งเป็นกษัตริย์ธิเบตหันมารับนับถือพระศาสนาก็ได้พระชายาสององค์ พระชายาองค์แรกเป็นเจ้าหญิงจากประเทศจีนชื่อเจ้าหญิงเวนเฉิง เจ้าหญิงเวนเฉิงเมื่อมาประเทศธิเบตท่านเป็นชาวพุทธฉะนั้นท่านก็นำพระพุทธรูปสำคัญที่พระนางเวนเฉิงนำมาก็ยังอยุ่ที่วัดหลวงในนครลาซา ส่วนพระชายาอีกพระองค์หนึ่งชาวพุทธอีกเหมือนกัน เป็นเจ้าหญิงที่มาจากประเทศเนปาล ชื่อเจ้าหญิงภริกุติ เจ้าหญิงภริกุตินี้เป็นผู้นำศาสนาพุทธมาช่วยกันเผยแผ่ในประเทศธิเบตเหมือนกันจึงเชื่อกันว่าเจ้าหญิงเวนเฉิงนั้นเป็นปางของพระนางตาราขาว ในขณะที่เจ้าหญิงหรือพระนางภริกุติ ที่มาจากเนปาลนั้นเป็นปางของพระนางตาราเขียว พระนางตาราขาวนั้นจะดูทุกข์สุขของปวงชนชาวธิเบตในเวลากลางวัน ในขณะที่พระนางตาราเขียวจะมีหน้าที่สอดส่องความทุกข์สุขของประชาชนในเวลากลางคืน สังเกตได้จากดอกบัวที่ถือ ถ้าเป็นพระนางตาราขาวจะถือดอกบัวบานเพราะเป็นเวลากลางวัน ถ้าเป็นนางตาราเขียวจะถือดอกบัวตูมเพราะเป็นเวลากลางคืนอย่างนี้ เป็นต้น แต่ศิลปินที่วาดรูปนั้นส่วนมากแล้วเมื่อวาดดอกบัวก็จะวาดดอกบัวบานมันจะสวยกว่าดอกบัวตูมในแง่ของศิลปะ แต่ต่อมาได้มีการขยายพระนางตาราออกไปอีก มีพระนางตาราปางดุสีแดง สีดำ มีหลายสี แต่ดั้งเดิมนั้นมีแค่พระนางตาราขาวและพระนางตาราเขียวซึ่งก็เป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิงที่ชาวธิเบตไหว้กราบสักการะและก็เป็นที่นิยมมาก พระนางตาราขาวและพระนางตาราเขียวได้รับความนิยมมากในธิเบตพอๆกับที่เจ้าแม่กวนอิมได้รับความนิยมอย่างยิ่งในตะวันออกไกล คือ ประเทศจีน ฮ่องกง เกาหลี ญี่ปุ่น
      ทีนี้พูดถึงชีวิตของคนที่เป็นพระโพธิสัตต์ ถ้าหากว่าเริ่มต้นเรายังไม่ได้รู้จักปรัชญา อะไรลึกซึ้งมากมาย จะสังเกตได้ว่า คนที่เคารพนับถือเจ้าแม่กวนอิมนั้น จะเลิกกินเนื้อวัว หลายคนไม่กินเนื้อสัตว์เลย เพราะว่าบูชาเจ้าแม่กวนอิม ถือว่าเจ้าแม่กวนอิมจะปกปักษ์คุ้มครองต่อเมื่อตัวเองปฏิบัติไปแนวทางเดียวกันกับเจ้าแม่กวนอิม คือว่าไม่ละเมิดชีวิตของคนอื่น อันนี้จะทำความเข้าใจได้ว่าหลวงพ่อที่วัดหนองหอยถือมังสวิรัติ เพราะว่าบูชาเจ้าแม่กวนอิมและปางใหญ่ท่านก็อยู่ที่นั่น จะทำให้เราเห็นแนวความคิดที่สอดคล้องไปกับการปฏิบัติคนที่ไปบวชเป็นภิกษุณีที่ไต้หวันทุกคน ถ้าบวชภิกษุณีนะ ทุกคนจะถือมังสวิรัติทั้งสิ้น นับตั้งแต่หลวงย่าที่ไปบวชที่ไต้หวันซึ่งรับศีลโพธิสัตต์ ศีลโพธิสัตต์ฝ่ายบรรพชิตนั้นจะระบุเลยว่าให้งดเว้นเนื้อสัตว์ ในขณะที่ศีลโพธิสัตต์ฝ่ายฆราวาสยังไม่ได้กำหนดงดเว้นเนื้อสัตว์ แต่ให้เราเริ่มเพียรพยายามที่จะปฏิบัติในขั้นปรมัตถ์ต่อไป
ในโอกาสหน้าจะหาโอกาสเล่าเรื่องพระกษิติครรภ์ (ตี้ซ้งพู่ลัก) ให้ฟัง ซึ่งเป็นพระโพธิสัตต์อีกพระองค์หนึ่งที่ช่วยเหลือโปรดวิญญาณในนรก เป็นที่นิยมของคนจีนอยู่มากในการที่จะไหว้กราบพระกษิติครรภ์ เพราะด้วยความว่าเราไม่แน่ใจว่าพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ที่ตายไปแล้ว เราจะทำบุญถึงไหมถ้าหากว่าอยู่ในขุมนรกที่ลึกๆ มากลงไปนั้นอาจจะทำบุญไม่ถึง จะต้องฝากไปกับพระกษิติครรภ์โพธิสัตต์ เพราะว่าท่านได้อธิษฐานบารมีขอช่วยสัตว์นรกจนกว่าจะหมดนรกพูดกันว่าอย่างนั้น
      เพราะฉะนั้นก็เป็นพระโพธิสัตต์อีกพระองค์หนึ่งที่มีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติตนรื้อสัตว์ขนสัตว์อย่างยิ่ง
อาตมาหยิบยกเรื่องราวของพระโพธิสัตต์มาเล่าให้ฟัง เพื่อให้เกิดความอ่อนน้อมในใจของเรา น้อมใจของเราลงเพื่อให้เห็นว่าแนวทางการปฏิบัติเส้นทางโพธิสัตต์นั้นจำเป็นที่จะต้องมีความมั่นคง จำเป็นที่ต้องปฏิบัติในขั้นถวายชีวิตได้ ถวายชีวิตเป็นพุทธบูชาเพื่อแนวทางโพธิสัตต์เพื่อพระพุทธภูมิ ข้อสำคัญในการปฏิบัติของเรา ในการสละที่สำคัญที่สุดก็คือ การสละการยึดมั่นถือมั่นในตน สละกิเลสที่มันรุมเร้า ยึดครองจิตใจของเรา สละมันไปทีละขั้นๆ ยิ่งเราสละมาก ความมั่นคงของเราในสายพระโพธิสัตต์ก็จะมั่นคงขึ้น 

ขอเจริญพร.