พระพุทธเจ้าผู้ยาใจ

ฉัตรสุมาลย์

 

 ท่านมกลางสังคมที่สับสน ประชาชนที่อยู่กับความอึมครึมของสภาพการเมืองสังคม  ย่อมนำไปสู่ความสับสน ท้อแท้ สภาพเศรษฐกิจก็ได้รับผลกระทบไปตามๆกัน  หันหน้าไปทางใด ดูเหมือนว่า ต่างฝ่ายต่างส่ายหน้า  สภาพเช่นนี้  ถ้าคนเราไม่มีหลักใจที่ชัดเจน  ไม่ตั้งมั่นอยู่ในสรณะแห่งพระไตรรัตน์ ก็ย่อมมีความทุกข์  นำไปสู่ความเจ็บไข้ได้ป่วยทางกาย โยงใยกันเป็นวัฏฏะแห่งความทุกข์โดยแท้

 พระสูตรเล่มหนึ่งของมหายาน ที่อาจจะไม่คุ้นหูนักสำหรับชาวไทยทั่วไป คือ  ไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตสูตร  ต้นฉบับเดิมเป็นภาษาอังกฤษที่ผู้เขียนได้มาจากสมาคมชาวพุทธสิงคโปร์พิมพ์เผยแผ่ใน พ.ศ.ซ๒๕๐๓ ผู้เขียนและได้แปลเป็นไทยเผยแผ่ครั้งแรก พ.ศ.๒๕๒๒  ต่อมา ศูนย์ไทยธิเบตพิมพ์จำหน่ายอีกครั้งหนึ่งในพ.ศ. ๒๕๔๘
 ในพระสูตรเล่มนี้ พูดถึงพระพุทธเจ้าชื่อไภษัชคุรุ แปลว่าหมอยา  ไวฑูรยประภา แปลว่า มีพระกายสีฟ้าเข้มดุจไพฑูรย์  ทางทิเบตบอกว่าเป็นสีลาปิสลาสุลี ซึ่งเป็นหินธรรมชาติสีฟ้าเข้ม  ถ้ามีแร่ทองคำผ่านก็จะปรากฏเส้นสีทองงดงาม  ถ้าเห็นพระพุทธเจ้าที่มีพระวรกายสีฟ้าสีฟ้าเข้ม ท่านผู้อ่านก็เดาได้เลยว่าต้องเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์นี้
 ในพระสูตรนี้ พูดถึงปณิธาน ๑๒ ข้อของพระองค์ก่อนที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า  ปณิธานของท่านคือ ตั้งใจช่วยเหลือผู้ที่เจ็บไข้ได้ป่วย  ท่านอธิษฐานว่า ในโลกธาตุของท่านนั้น ขอให้ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ  ใครที่เจ็บไข้เมื่อนำถึงท่าน  สวดมนต์ถึงท่านก็จะได้รับการเยียวยาบำบัด
 คาถาที่ใช้ เป็นภาษาสันสกฤต สั้นๆ ท่านผู้อ่านอาจจะสนใจ มีว่าดังนี้คือ
 นโม ภควเต ไภษัชยคุรุ ไวฑูรยยประภา ราชายะ ตถาคตยะ
 อรถเต สัมยักสัมพุทธายะ ตัถยถา
 โอม ไภษัชเย ไภษัชเย ไภษัชยา
 สมุทคเต สวาหา
 ผู้ที่ศรัทธาในพระองค์ท่าน สามารถสวดมนตร์ทำสมาธิระลึกถึงท่าน เพื่อขอบารมีให้พระองค์ท่านได้เยียวยารักษาให้พ้นจากโรคภัยไข้เจ็บทั้งปวง  แน่นอนที่สุด โรคร้ายที่ฝังลึกที่แท้จริงของมนุษย์ คือรากเหง้าแห่งกิเลส อันเปรียบเสมือนกองไฟที่เผาลนเราอยู่ อันได้แก่ โลภ โกรธ หลงนั่นเอง
 แม้โรคที่ปรากฏทางกายหลายๆประการ บัดนี้ทางการแพทย์สมัยใหม่ก็ยอมรับกันแล้วว่า  ทีฐานของโรคมาจากทางใจ ไม่ว่าจะเป็นโรคเครียด อันนำไปสู่โรคปวดศีรษะไมเกรนก็ดี อาการซึมเศร้าก็ดี อาการนอนไม่หลับ จนเป็นโรคประสาทในท้ายที่สุดก็ดี ตลอดจนแม้อาการแพ้ทางระบบทางเดินหายใจ และทางผิวหนัง  ล้วนเป็นความเจ็บไข้ทางกายที่มาจากความบกพร่องทางใจทั้งสิ้น
 วิธีการรักษา ตามแนวของพระไภษัชยคุรุฯพุทธเจ้าพระองค์นี้  ในขณะที่มนุษย์เรายังมีความหวาดหวั่น ขาดความมั่นคงทางจิตใจ  การที่มีความศรัทธายึดมั่นมรพระองค์ท่าน นำไปสู่การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้ดีขึ้น มีท่านเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจ มีพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ที่พึ่งที่ระลึกถึง ก็นับเป็นอุปายะที่ได้ผลจริง  และปรากฏผลให้เห็นอยู่จริง
 พระพุทธเจ้าพระองค์นี้ ไม่เคยลงมาอุบัติในมนุษย์โลก  แท้ที่จริงก็คือการแสดงภาคของพระพุทธเจ้าที่เรารู้จักคุ้นเคย แต่มาในภาคของการเป็นหมอผู้เยียวยานั่นเอง ทำให้เป็นรูปปรากฏที่เราเห็นได้ด้วยตา เป็นพระพุทธเจ้าไภษัชยคุรุ  ถ้าอธิบายเช่นนี้ ก็อาจจะทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น
 ท่านธัมมนันทาเคยถูกโจมตีว่า กลายเป็นมหายานไปแล้ว ด้วยความเคารพพระพุทธเจ้าพระองค์นี้  คำกล่าวเช่นนี้ แสดงว่า ผู้นั้นไม่มีความเข้าใจในความหมายของ
พระพุทธเจ้าโดยแท้
 ในพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทที่ถือกันอยู่ในประเทศไทยนั้น ก็มีการนับถือพระกริ่ง ซึ่งมีที่มาจากพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ เรามักนิยมเอาพระไปแช่น้ำ อธิษฐานเป็นยารักษาโรค และมีความนิยมในการสวดบทโพชฌงค์ให้คนเจ็บฟัง  แล้วก็เลยมาถือกันว่า บทโพชฌงค์สามารถเยียวยารักษาโรคได้ ดังปรากฏในการเสนองานทางวิชาการโดยรองศาสตราจารย์ ดร.พินิจ รัตนกุล ที่มหาวิทยาลัยมหิดลเมื่อเร็วๆนี้
 พระภิกษุ/ณีในศรีลังกาก็นิยมสวดบทนี้ ให้คนเจ็บฟังเช่นกัน  แต่จะยาวกว่า  เช่นมหาโมคคัลลานะโพชฌงค์  ว่าด้วยตอนที่พระมหาโมคคัลลานะไม่สบาย พระพุทธองค์ทรงมีเมตตาเสด็จไปเยี่ยมอาการไข้ของพระโมคคัลลานะ  แล้วทรงแสดงธรรมว่าด้วยธรรมะ ๗ ข้อ ที่เรียกว่า โพชฌงค์ ๗ คือ สติ  ธัมมวิจัย วิริยะ ปีติ   ปัสสัทธิ สมาธิ
 อุเบกขา
 ในขณะที่พระพุทธองค์แสดงธรรมนั้น  พระมหาโมคคัลลานะก็น้อมใจเจริญในธรรมทั้ง ๗ ข้อนั้น  เมื่อพระพุทธองค์แสดงธรรมจบ  พระมหาโมคคัลลานะก็คลายจากอาการเจ็บไข้ได้ป่วยที่เป็นอยู่  (ตถา ปหีโน จา ยัสมโต มหาโมคคัลลานัสสะ โส อาพาโธ อโหสีติ)
 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้พระโมคคัลลานะหายจากอาการอาพาธคือการที่ต้องนำใจเข้าไปในธรรมทั้ง ๗ ข้อนั้นต่างหากที่จะเป็นยารักษาเยียวยาได้อย่างแท้จริง
 ลำพังการฟังสวดโพชฌงค์เฉยๆ โดยไม่มีการปฏิบัติ ถือเป็นบุญกิริยา  แต่อาจจะไม่ได้เยียวยาโรคภัยไข้เจ็บอย่างแท้จริง
 อานิสงส์ที่แท้จริงคือผลจากการปฏิบัติมากกว่า
 เช่นเดียวกันกับการเยียวยารักษาของพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า ที่เน้นการท่องบ่นคาถาของท่าน นิยมสวด ๑๐๘ จบ การสวดมนตร์เป็นการสร้างสมาธิ  และต้องมีสติ มิฉะนั้นก็สวดผิดสวดถูก  และต้องมีวิริยะ คือความเพียร  มิฉะนั้นคงสวดได้ไม่ครบ ๑๐๘ จบ
 ธรรมะจากพิธีกรรมในการที่จะเข้าถึงบารมีของพระพุทธเจ้าไภษัชยคุรุอาจจะกล่าวได้ว่าไม่ต่างไปจากการสวดโพชฌงค์ปริตต์ที่เราคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว
 ปัสสัทธิ เป็นความสุขสงบอันเกิดจากการบำเพ็ญสมาธิ
 ความเจ็บไข้ได้ป่วยนั้น เมื่อเจริญวิปัสสนาก็จะเกิดดวงตาเห็นธรรม พิจารณาถึงสภาพที่แท้จริงของกายและจิต  ตราบเท่าที่มีกาย ก็ย่อมมีเวทนาทางกาย แม้พระพุทธองค์เมื่อตรัสรู้แล้วก็ยังมีความอาพาธทางกาย  ทำความเข้าใจในสภาพแท้ที่เป็นอยู่ ก็จะถึงอุเบกขา  สามารถทำใจได้ วางเฉยกับอาการความป่วยไข้ทางกาย
 มีผู้ไปถามหลวงปู่ดุลย์ ว่ายังมีเวทนา (ทางกาย) อยู่หรือไม่  ท่านตอบว่า “มี แต่ไม่รับเอา” ตราบเท่าที่มีกายย่อมมีเวทนา  เพียงแต่เราต้องฝึกฝนจิต ให้รับหรือไม่
 นี้ คือวิถีของผู้ปฏิบัติ
 สำหรับผู้ที่ตั้งใจปฏิบัติอย่างแท้จริง  ก็สามารถเอาชนะโรคภัยไข้เจ็บได้
 ไม่ว่าจะต้องนิมนต์พระมาสวดโพชฌงค์ให้ฟัง หรือว่า จะเป็นการเคารพบูชาพระพุทธเจ้าไภษัชยคุรุฯก็ตาม ล้วนเป็นอุปายะ (เทคนิควิธี)ในการเข้าถึงธรรมทั้งสิ้น
 นอกจากความหมายในทางเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจแล้ว  พระไภษัชยคุรุพุทธเจ้ายังเป็นแรงบันดาลใจอย่างยิ่งต่องานศิลปะโดยเฉพาะของทิเบต  ทั้งนี้ เพราะเราต้องยอมรับกันว่า เรายังมีคนที่เจ็บไข้ได้ป่วยที่ยังไม่ได้ปฏิบัติในการละวางขึ้นสูง  ยังไม่ไปถึงขั้นวิปัสสนา  ปัญญาอันจะแทงทะลุกิเลสทั้งปวงได้  การได้เห็นรูปเคารพ ได้กราบไหว้รูปเคารพ ย่อมมีความหมาย ย่อมเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจได้ในระดับหนึ่ง
 ชาวไทยที่ไปทิเบตหลายคนจะนิยมเช่าพระไภษัชยคุรุฯทั้งที่เป็นรูปหล่อและภาพพระบฏ (ทังก้า)มาฝากญาติพี่น้องในประเทศไทย  หรือแม้เพียงซื้อในฐานะที่เป็นงานที่มีคุณค่าในเชิงศิลปะ
 ทั้งหมดนี้ก็เป็นการเข้าใจพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้าในระดับต่างๆกัน
 เข้าทำนอง “สองคนยลตามช่อง”
 มีตัวเลือก ยังดีกว่าไม่มีตัวเลือก