ทำงานอย่างไรให้เป็นกุศล


             เช้าวันนี้พวกเราออกไปทำงานกัน 1 ช.ม. ไปทำงานพัฒนาวัตร ทำถนนให้เป็นที่เรียบร้อยน่าดู อาตมาถือโอกาสเล่าให้ฟังเรื่องราวในพระไตรปิฎก
       สมัยหนึ่งมีผู้ชายคนหนึ่งชื่อมัคคมาณพมีเพื่อนฝูงมากหลาย มัคคมาณพพัฒนาสวนสาธารณะชักชวนเพื่อนฝูงว่า เราไปพัฒนาสวนหลังวัดกัน เมื่อพัฒนาดีแล้วเอาต้นไม้ไปลง ไม้ดอกงดงามร่มรื่นสนามเขียวขจี ไม่ช้าไม่นานชาวบ้านก็เข้ามาใช้สถานที่นั้นเป็นที่สุขสำราญ มัคคมาณพเห็นเช่นนั้นก็ไม่ได้มีความยึดมั่นว่านี่เป็นสวนของเรา เราเป็นคนที่ฟื้นฟูมันขึ้นมาคนอื่นจะมาใช้ไม่ได้ ในทางตรงกันข้ามมัคคมาณพสอนให้เพื่อนๆ รู้จักโมทนาในจิตใจ การโมทนาในจิตใจก็คือจิตใจเบิกบานตั้งอยู่ในกุศล ยกสวนนั้นให้เป็นสาธารณะให้สาธารณชนได้ใช้ประโยชน์ แล้วก็เคลื่อนย้ายต่อไป ไปดูตรงที่ไหนเป็นสาธารณะแต่ว่าทิ้งรกร้างก็พัฒนาขึ้นมาใหม่ เป็นสวนสวยงามของชุมชน เมื่อมัคคมาณพและเพื่อนๆทำอย่างนี้จนเป็นที่รู้จักกัน มีอยู่ครั้งหนึ่งมัคคมาณพและเพื่อนๆปรึกษากันว่า เราทำสวนสาธารณะให้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะมาหลายแห่งแล้ว แต่เรายังไม่เคยสร้างศาลาธรรมเลย เรามาสร้างศาลากันสักหลังหนึ่งเถิด เพื่อนคนนั้นก็บอกว่า ดีละเราจะถวายหน้าต่าง เพื่อนคนนี้ก็บอกเราจะถวายพื้น แต่ว่าพื้นนี้มันแพงมาก ขอถวายไม้พื้นสองแผ่น อีกคนก็ถวายไม้พื้นสองแผ่น จนในท้ายที่สุดศาลาก็ใกล้เสร็จ แต่ปรากฎว่าจั่วยังขาดอยู่
         มัคคมาณพมีภรรยาสี่คน ภรรยาคนแรกชื่อสุธรรมา ภรรยาคนเล็กชื่อสุชาดา บรรดาภรรยาทั้งหลายของมัคคมาณพ ก็ช่วยสามีในการสร้าง ในการซื้ออิฐ ซื้อกระเบื้อง ซื้ออะไรมาร่วมศาลาพร้อมเสร็จ ในคืนวันรุ่งขึ้นที่จะมีการฉลองศาลาใหญ่นั้น คืนนั้นภรรยาของมัคคมาณพก็เอาจั่วมาติดงดงามมาก ปรากฏว่าวันที่ทำพิธีเปิดนั้นปรากฏว่าจั่วที่สุธรรมาภรรยาคนใหญ่ของมัคคมาณพถวายนั้น จารึกเอาไว้ว่า
"ศาลาสุธรรมา" พอเปิดตัวศาลาทุกคนต้องร้องอ้าว! ทำไมเป็นอย่างนี้ ทำไมเป็นศาลาสุธรรมา แต่ก็ไม่สามารถจะมีใครแก้ไขได้ แต่ว่ามันเป็นนาทีสุดท้าย สุธรรมาเขาก็บอกแล้วไงล่ะว่าเขาจะถวายหน้าจั่ว แต่ไม่ได้ระบุว่าหน้าจั่วจะแกะสลักว่าอย่างไร เขาก็แกะสลักหน้าจั่วว่าศาลาสุธรรมา ก็ในท้ายที่สุดมัคคมาณพและเพื่อนก็ต้องหัวเราะกันแล้วก็กล่าว "โมทนาสาธุ"
         ทีนี้มัคคมาณพสร้างบุญสร้างกุศลอย่างนี้ พาเพื่อนเขาทั้งหมด ทั้งกลุ่มเป็นกลุ่มใหญ่ทั้งหมด 33คน บำเพ็ญกุศลมาตลอด ครั้นตายไปจากชาตินี้ มัคคมาณพก็ได้ไปเกิดเป็นพระอินทร์ มีวิมานสวยงาม บรรดาเพื่อนๆก็มีวิมานเล็กวิมานน้อยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน มีความสุขสำราญ แต่ว่ามัคคมาณพหันไปดูว่าสุธรรมาก็มาเกิดบนสวรรค์เหมือนกัน แต่ว่าสุชาดาหายไปไหน? สุชาดานั้น เวลาที่ใครเขาทำบุญ สุชาดาก็จะบอกว่าพี่มัคคมาณพคือสามีทำบุญแล้ว เพราะฉะนั้นเขาไม่ต้องทำหรอก เป็นคนเดียวที่ไม่เคยบริจาคอะไร เป็นคนเดียวที่ไม่เคยช่วยเหลืออะไร โดยหวังว่าสามีทำแล้วตัวเองก็จะได้ ครั้นใครเขาขึ้นไปเกิดเป็นนางฟ้านางสวรรค์อยู่บนวิมาน หาสุชาดาไม่เจอ มัคคมาณพเล็งมองด้วยตาทิพย์ว่าสุชาดาหายไปไหน ปรากฏว่าสุชาดาไปเกิดเป็นนกกระยางอยู่ในหนองน้ำ ยืนขาเดียวคอยจ้องมองว่าเมื่อไหร่จะมีปลามาก็จิกปลากินเป็นอาหาร นี่ก็คือการที่คนอื่นเขาทำบุญสร้างกุศลกันไม่ทำ นึกว่าจะได้จากสามี เลยไปเกิดเป็นนกกระยาง ทำไงดี
           มัคคมาณพตอนนี้เป็นพระอินทร์แล้ว ก็มีความเมตตาสงสารต่อสุชาดาภรรยา ซึ่งตอนนี้เป็นนางนกกระยาง ก็ปลอมตัวลงไปสอนนางนกกระยางให้นางนกกระยางรู้จักรักษาศีล 5 ทีนี้โดยธรรมชาติของนกกระยาง มันก็ต้องกินปลาเป็นอาหาร พอไปสอนนางนกกระยางแล้ว ให้นางนกกระยางรับศีล 5แล้ว พระอินทร์ก็เสด็จกลับมา แล้วก็มองลงไปดูซิว่านางนกกระยางนี้รับศีล 5ได้หรือเปล่า พระอินทร์ก็ปลอมเป็นปลาลอยน้ำมาเหมือนกับปลาตาย พอนกกระยางจิกลงไปปลามันก็ดิ้นได้ พอปลาดิ้นได้นางนกกระยางก็ปล่อย เพราะว่าศีลข้อหนึ่งห้ามฆ่าสัตว์ เมื่อได้รับศีล 5ข้อแล้ว ก็ต้องรอกินแต่ปลาตายหอยตายจะไปกินของเป็นๆไม่ได้ ในท้ายที่สุดพระอินทร์ก็เล็งมองลงมาว่านางปฏิบัติรักษาศีลได้จริง นางนกกระยางสุชาดาก็ตายเพราะไม่มีอาหารกิน ตายจากชาติที่เป็นนกกระยางแล้วถึงได้ขึ้นไปบนสวรรค์ ไปเสวยสุขอยู่กับพระสวามีก็คือมัคคมาณพ เวลานี้เป็นพระอินทร์ สวรรค์ชั้นที่มัคคมาณพไปเกิดนี้เรียกว่าสวรรค์ชั้นไตรตรึงส์ ไตรตรึงส์หรือดาวดึงส์แปลว่า 33 ก็คือจำนวนของมัคคมาณพและเพื่อน รวมทั้งภรรยาที่ร่วมใจกันสร้างบุญสร้างกุศลมาตั้งแต่สมัยที่เป็นมัคคมาณพนั่นเอง
          เพราะฉะนั้นวันนี้ญาติโยมที่ลงไปช่วยทำถนน นี่ก็เป็นงานที่มัคคมาณพและเพื่อนๆได้เคยทำมาก่อน จึงหวังได้ว่า ในขณะที่เราทำงานถากหญ้าให้เราตรึกด้วยว่า เราจะถากออกซึ่งกิเลส การยึดมั่นถือมั่นในตน ถวายแรงของเราเป็นกุศลในการพัฒนาที่สาธารณะ เพื่อให้คนอื่นๆได้มีความสุขสบายเวลาที่เดินมาสวดมนต์ เวลาฝนตกหนักน้ำท่วมถนน ที่เราไปขูดดินออกนี้ก็เพื่อว่าน้ำมันจะได้ไหลสะดวก สิ่งใดที่มันขัดข้องอยู่ในจิตใจ สิ่งใดที่ขัดข้องอยู่ในการทำงาน ก็จะถูกขจัดขัดล้างออกไป ก็ขอให้พวกเราทุกคนเป็นคนที่ปราศจากอุปสรรค เช่นเดียวกันกับที่ออกไปขจัดอุปสรรคให้กับผู้คนที่เขาได้ใช้ถนนสายนี้ เจริญกุศลในจิต ครั้นเวลาที่เราตายไป จิตของเราก็จะเกาะเกี่ยวอยู่กับสิ่งที่เป็นกุศลที่เราได้ทำ แม้ว่าเราจะแก่จะเฒ่า เราก็ใช้พลังของคนแก่คนเฒ่า แขนเราเจ็บข้างหนึ่ง เราก็ใช้แขนอีกข้างหนึ่งถวายเป็นกุศล เป็นสิ่งที่น่าโมทนาทั้งสิ้น เมื่อเราทำงานใดก็ตามที่เราทำ เราตั้งใจทำด้วยความคิด ความรู้สึกที่เป็นกุศล จิตใจเราก็จะเบิกบาน กุศลก็เกิด เราทำงานอย่างเดียวกัน ถ้าเราทำเหนื่อยไปด้วย บ่นไปด้วย แทนที่กุศลจะเกิดกุศลก็ไม่เกิด เพราะฉะนั้น บุญกุศลนั้นเป็นคุณภาพที่มันอยู่ในจิตใจของเราเอง ทำทุกๆอย่างโดยที่เอากุศลเป็นตัวตั้ง เอาความดีเป็นตัวตั้ง เราก็จะประสบความดีงามในชีวิต เพราะว่าเราคิดดีซะแล้ว ทุกอย่างที่ตามมาก็จะเป็นความดีงามที่เราจะค่อยๆพัฒนาไป
            ทีนี้อีกเรื่องหนึ่งที่อาตมาอยากจะพูดถึงวันนี้ก็คือ เรื่องการมีและการเป็น มนุษย์ทั่วๆไปในโลกนี้เขาก็แสวงหาความสบายทางกาย ก็มีเรื่องเล่าว่าผู้ชายคนหนึ่งแต่งตัวซอมซ่อ นั่งตกปลาอยู่ แล้วก็มีเศรษฐีคนหนึ่งแต่งตัวใส่สูทใส่เสื้อหรูหรา ขับรถมาผ่านมาทางนั้น มาดูที่ทางที่จะขยายโรงงาน ก็มาเห็นผู้ชายคนนี้ใส่เสื้อผ้าขาดๆ ใส่หมวก หมวกก็ขาดนั่งพิงต้นไม้อยู่ ทอดหุ่ยนั่งตกปลา ก็ถามว่าเสียเวลาจริงๆ วันๆ หนึ่ง ทำไมไม่รู้จักไปหางานทำ ชีวิตของคนเรามันจะต้องเล่าเรียนขวนขวายศึกษา มีการศึกษามากจะได้ทำงานดี ได้ทำงานดีแล้วก็จะมีเงินมากๆ ผู้ชายคนนั้นถามว่า
"เงินมากแล้วจะเอาไปทำอะไร" เศรษฐีก็ตอบว่า มีเงินมากแล้วก็จะได้มีเวลาเป็นของตัวเอง ไปทำอะไรที่ตัวเองอยากจะทำ ไม่ต้องมาเป็นขี้ข้าเขา ผู้ชายคนที่ยากจนเขาก็บอกว่า ตอนนี้เขาก็กำลังทำอยู่แล้ว นั่งอยู่สบายๆทำตามใจที่อยาก แล้วทำไมจะต้องไปขวนขวายมากมาย นี่ก็เป็นวิธีคิดของสองแบบ คือหนึ่งคิดว่าชีวิตที่ดีจะต้องเป็นชีวิตที่ขวนขวายให้ได้มาซึ่งความสุขทางกาย ขณะที่ผู้ชายที่ดูเหมือนยากจนนั้น แท้ที่จริงจิตใจของเขาอาจจะมีความสุขมากยิ่งกว่าคนที่เป็นเศรษฐีนั่นเสียอีก เพราะว่าคนที่เป็นเศรษฐีนั้นมายืนมองดูว่า จะซื้อที่ดินตรงนี้ดีไหม ซื้อที่ดินแล้วจะขาดทุนไหม ล้วนแล้วแต่เป็นไปด้วยความวิตกกังวล ในขณะที่ผู้ชายดูเหมือนจะยากจนแต่มีความเพียงพอ จิตใจก็สบาย ก็เลยนำไปสู่ถึงเรื่องการปฏิบัติ การปฏิบัตินั้นเป็นวิถีชีวิตของการที่เราจะมองว่าเราจะเป็นอย่างไร ภาษาอังกฤษใช้คำว่า to be, to have คนทั่วๆ ไปที่ยังเวียนว่ายอยู่ในโลกียสุข เป็นผู้แสวงหาครอบครอง นี้จะเป็นการเจริญเติบโตในแนวนอน มีที่ดินไร่หนึ่งแล้วก็ขยายออกไป ขยายออกไปในแนวนอน ไร่หนึ่งแล้วก็สองไร่ ไม่พอ โรงงานมันใหญ่ขึ้นต้อง 5ไร่ พอสร้างโรงงาน 5ไร่ไม่พอ โรงงานขยายต้องเป็น 10ไร่ ต้องเป็น 20ไร่ ขยายเป็นในแนวนอนอย่างนี้ ซื้อรถคันนี้ก็เป็นรถ อีซูซุ พอขับไปได้2เดือน โอ้ยไม่ไหวเลย กระโดกกระเดกเหลือเกิน ต้องเปลี่ยนเป็นฮอนด้า พอเปลี่ยนเป็นรถฮอนด้า ไปเห็นเพื่อนขับบีเอ็ม ไม่พอ ต้องขับบีเอ็มมั่ง ฯลฯ
          การมีของเรานั้น เราไปใช้เป็นสิ่งที่วัดว่าเรานั้นดีมากน้อยแค่ไหน เวลานี้ความผิดพลาดของสังคมก็อยู่ที่ตรงนี้เอง อยู่ตรงที่ว่า เราเอาสมบัติของเขามาตัดสินว่าเขาดีเขาเลว ถ้ามีใครสักคนหนึ่งเข้ามาในวัดเดินต๊อกๆ มา สงสัยคนนี้ไม่น่าเชื่อถือ สงสัยคนนี้จะเข้ามาขโมยของกระมัง แต่อีกคนหนึ่งขับรถเก๋งเข้ามาเทียบ ออกไปต้อนรับเขาอย่างดี เพราะเราไปตัดสินที่สมบัติที่เขามี ปรากฏว่าคนที่เดินต๊อกๆ เข้ามาเอาเงินมาทำบุญตั้งเยอะตั้งแยะ ในขณะคนที่ขับรถเก๋งเข้ามาตั้งใจจะมาขโมยของ จะได้เอาของใส่รถไปได้ ดูเถอะว่าวิธีการพิจารณาคนในสังคมปัจจุบัน เอาสมบัติของเขานั้นเองเป็นเครื่องตัดสินว่าเขาดีเขาเลว เราจึงถูกหลอกตลอดเวลา 
          ทีนี้ในศาสนาพุทธนั้น สอนให้เราเป็น เป็นอะไร เป็นคนดีละวางจากความชั่ว เพียรพยายามขจัดสิ่งที่เป็นอกุศลที่มีอยู่แล้ว เพียรพยายามระวังไม่ให้อกุศลที่ยังไม่เกิดเกิดขึ้น รักษากุศลที่มีอยู่ให้มั่นคง ให้เจริญ ให้แตกกิ่งก้านออกไป กุศลที่ยังไม่เกิดเพียรพยายามให้เกิด ทั้งหมดนี้เป็นความเจริญที่อยู่ในตัวของเราเอง เจริญที่ความตั้งใจ มองไม่เห็นด้วยตา มองไม่เห็นเหมือนคนที่เขามีสมบัติ นี่คือการพัฒนาตัวเราจากข้างใน การพัฒนาจากข้างในนี้เองจะเป็นแนวทางที่เราจะพัฒนาตัวเราเองไปสู่ความดีงาม เพราะฉะนั้นเราตั้งท่าใหม่ คนที่เราพบทำความรู้จักกับเขา ดูซิว่าเขาเป็นคนอย่างไร ไม่ใช่ดูว่าเขามีอะไร ถ้าเรารู้จักพิจารณาอย่างนี้ เราอาจจะได้กัลยาณมิตร อาจจะได้คนที่สนับสนุน ไม่ใช่สนับสนุนช่วยให้เราเสพ แต่ช่วยสนับสนุนให้เราปฏิบัติธรรมได้ดีขึ้น ต่างช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เราแนะนำเขาในโอกาสที่แนะนำได้ ในโอกาสที่เราต้องฟังจากคนอื่น เราก็ต้องมีสัมมาทิฐิ วางความยึดมั่นถือมั่นในตัว อ่อนน้อมถ่อมตนที่จะรับฟังคำสอน คำแนะนำ ความรู้จากประสบการณ์นั้นมาจากเด็กๆ แม้กระทั่งมาจากสุนัขก็เป็นไปได้ เพราะฉะนั้นความรู้ประสบการณ์รอบตัวเรานั้น สิ่งใดก็ตามที่จะทำให้เราเป็นคนดี ก็ให้เลือกเอา ให้เลือกพิจารณาด้วยปัญญา มันจะช่วยประคับประคองเราให้อยู่ในเส้นทางที่ถูกต้อง สมกับที่เราเป็นชาวพุทธ.

                                                              
ขอเจริญพรค่ะ

การบวชภิกษุณีสงฆ์ ผู้บวชและผู้สนับสนุน วิถีชีวิตของชาวพุทธ พระคุ้มครองเราอย่างไร เซน
ราหุลสูตร ทำงานอย่างไรให้เป็นกุศล อายุขัย เอาชนะทุกข์จากความพลัดพราก ความรักของพ่อ
ความรักของแม่ ชาล้นถ้วย




สถานที่ติดต่อ
  วัตรทรงธรรมกัลยาณี
เลขที่  195  ถนนเพชรเกษม  ต. พระประโทน
อ. เมืองฯ  จ. นครปฐม   73000
โทร. (034) 258-270  โทรสาร (034) 284-315
ติชม  chatsumarn@hotmail.com