เป็นโครงการให้ความรู้แก่ชาวพุทธทั่วไป ทั้งชาย-หญิง หลักสูตรที่เคยจัดเป็นหลักสูตรพระพุทธศาสนาเบื้องต้น 
         วิทยาการหลัก : สามเณรีธัมมนันทา
สนใจติต่อสมัครไว้ล่วงหน้าเพื่อวางแผนการสอนให้สอดคล้องกับ ความสนใจของกลุ่มสมาชิกที่แจ้งความจำนงค์ไว้

                                           โครงการฝึกอบรมพุทธสาวิกานานาชาติ
                                     Meditation Training for International Woman


       ในช่วงวันที่ 28-31 ธันวาคม 2545 ฉันได้มีโอกาสเข้ากิจกรรมการฝึกสมาธิสำหรับสตรี(ผู้หญิง)นานาชาติ ที่วัตรทรงธรรมกัลยาณี กิจกรรมของเรามีผู้เข้าร่วม18 คนมาจาก แคนาดา เยอรมัน อเมริกา เดนมาร์ก และ คนไทย กิจกรรมครั้งนี้ประกอบไปด้วยการสร้างสมดุลให้ กาย กับ จิต จึงมีทั้งการฝึกสมาธิ ฟังธรรมะจากสามเณรีธัมมนันทา ซึ่งฉันจะขอใช้คำว่าหลวงแม่ แทนศึกษาธรรมะจากธรรมชาติในสวนสมใจนึกโยคะ ชี่กงและการเล่นเกมส์
        ทุกคนมาถึงวัตรในเย็นวันที่ 28 บ้างก็เข้าที่พักอาบน้ำชำระกาย บางคนก็เดิน
ชมสวน พายเรือในสระ และบางกลุ่มก็พูดคุยทำความรู้จักกัน จนถึงเวลา 18.00 น ก็ได้เวลารับประทานของว่างเบาๆ ก่อนการทำวัตรเย็นพร้อมกันเวลา 19.00 น วันนี้ หลังจากฟังธรรมะหลวงแม่สอนเรื่องการทำสมาธิโดยการเพ่งฐานหนึ่งที่ปลายจมูกตรึกโดย ภาวนา พุทธเมตตา สักพัก เลื่อนไปเพ่งฐานสอง ที่ศีรษะตรึกให้นิ่ง แล้วภาวนาคำว่า พุทธเมตตา จากนั้นก็เพ่งฐานสามคือจุดศูนย์กลางร่างกาย เหนือสะดือประมาณ2 นิ้ว ฐานที่หนึ่งจะช่วยบำบัดการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับการหายใจ ไซนัส ฐานที่สอง ช่วยบำบัด อาการเจ็บป่วยที่เกิดจากการใช้ความคิดติดต่อกันมาเป็นเวลานาน เช่นอาการปวดศีรษะ ฐานที่สามช่วยสร้างสมดุลให้ร่างกาย ดังนั้น การฝึกสมาธิแบบนี้จึงทำให้ รู้สึก สงบและสามารถบำบัดร่างกายไปพร้อมๆ กัน จากนั้นก็มีการแนะนำให้รู้จักทีมของหลวงแม่ ในการจัดกิจกรรมครั้งนี้
               เช้าวันที่ 29 หลวงแม่สอนวิธีการกราบพระที่ถูกต้อง ทำวัตรเช้า ฟังธรรมะนั่งสมาธิ แล้วก็ถึงเวลาที่ทุกคนตื่นเต้นมาก คือการเป็นเด็กวัด เดินตามหลวงแม่ และ แม่ชี 2รูปไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน หลวงแม่ให้ความรู้กับทุกคนว่าหลวงแม่จะออกบิณฑบาตอาทิตย์ 2 วันคือวันพระจะบิณฑบาตเส้นหน้าวัด และ วันอาทิตย์จะบิณฑบาตเส้นหลังวัด การบิณฑบาตนี้มิใช่เพื่ออาหารเป็นหลัก แต่เป็นการไปเพื่อผู้คน ให้เขาได้มีโอกาสสร้างกุศลกรรมดี ทั้งยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างวัตรกับชุมชนอีกด้วย การออกไปบิณฑบาตในวันนี้เราอาจจะไม่ได้อาหารเลย
ก็ได้ แล้วหลวงแม่ก็เดินนำหน้าตามด้วย แม่ชีตา แม่ชีป่าน และเด็กวัด 19 คนแต่ละคนจะสวมเสื้อกั๊กสีครีมน้ำตาลติดอาร์ม ของมูลนิธิและสะพายย่ามบนไหล่คนละ 1 ใบ เป็นที่น่าปลื้มมาก เพราะมีชาวบ้านมารอตักบาตรมากมาย ทั้งผู้เฒ่า วัยกลางคน หนุ่มสาว และเด็กเล็ก เขาจะเตรียมอาหารไว้หน้าบ้าน เมื่อหลวงแม่เดินผ่านก็จะกล่าวคำนิมนต์หลวงแม่ แล้วตักข้าวสวยอุ่น ๆ ใส่ลงในบาตรส่วนดอกไม้ ผลไม้ และ อาหารนั้นจะมีเด็กวัดรุ่นพี่ รับจากหลวงแม่ และแม่ชี ส่งต่อมาให้พวกเราใส่ไว้ในย่ามที่สะพายมาด้วย ชาวบ้านเขารู้ว่าที่วัตรทรงธรรมกัลยาณีฉันอาหารมังสวิรัติ จึงไม่มีการตักบาตรด้วยอาหารที่ปรุงจากเนื้อสัตว์ ทุกครั้งหลวงแม่จะให้พรทั้งภาษาบาลี และภาษาไทยด้วยเสียงที่นุ่มแต่หนักแน่นและเปี่ยมด้วยเมตตา ครั้งหนึ่งมีเด็กที่ยังตัวเล็ก ๆ แต่ต้องการตักข้าวใส่บาตรด้วยตนเองฉันเห็นหลวงแม่ซึ่งเป็นคนสูง เมื่อเทียบค่าเฉลี่ยของคนไทย ท่านเมตตาต่อหนูน้อยคนนั้นโดยการโน้มตัวประคองบาตรให้เด็กน้อยสามารถตักข้าวใส่โดยสะดวก ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจยิ่งนัก และเช้าวันนั้นย่ามของเด็กวัดทุกคนก็บรรจุอาหารแห่งความดีงามกันเต็มย่าม และบางคนก็หิ้วด้วยมือทั้ง 2 ข้างอีกด้วย กลับบ้านครั้งนี้ทุกครั้งที่ใส่บาตรกับพ่อ ฉันมั่นใจว่าฉันได้เข้าใจความหมายของ การตักบาตร การรู้จักให้ รู้จักรับ เพิ่มขึ้นอีกระดับหนึ่ง
                  เมื่อเดินกลับมาถึงวัดทุกคนหน้าตาอิ่มเอิบด้วยความสุข พอถึงเวลา 7.30 น.  เรารับประทานอาหารเช้าร่วมกัน เวลา 8.15 น.ทำพิธีรับศีล 5 และศีล 8 เวลา 8.30 น. เริ่มกิจกรรม  อันประกอบไปด้วยฟังธรรม นั่งสมาธิ ชี่กง ถวายกองทาน ซึ่งเป็นกิจกรรมหลักที่ทางวัตรจะจัดในวันพระ และวันอาทิตย์ เสมอ จากนั้นก็เป็นอาหารกลางวันแล้วทำกิจกรรมการอยู่ร่วมกัน เป็นการย่อยอาหาร ฝึกการรู้จักตนเอง ผ่านการปั้นดิน หลวงแม่บอกว่างานออกมา เช่นไรไม่สำคัญเท่ากับการเฝ้ามองและจับความรู้สึกทุกขณะที่ปั้นดินของตนว่า เห็นอย่างไรบ้าง เป็นอย่างไรบ้าง ก็เป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่สงบและเบามาก ตามด้วยการปรับสมดุลของกระดูกสันหลัง กิจกรรมนี้วิทยากร คือคุณเรณู (Need some more p’noo information ka.) เราทำกิจกรรมกันกลางแจ้งตั้งเก้าอี้เป็นวงกลม คุณเรณูเป็นคนอ่อนโยนและมีอารมณ์ขัน จึงทำให้การปรับสมดุลในวันนั้นได้ทั้งดูแลกระดูกสันหลัง และอารมณ์ไปพร้อม ๆ กัน
                พักดื่มน้ำปานะ แล้วเดินจงกรมในสวนสมใจนึก ผู้เข้าร่วมฝึกอบรม
บางคนเริ่มการเดินจงกรมครั้งนี้เป็นครั้งแรก จึงมีการสอนก่อนเริ่มเดินและขณะที่เดินก็จะมีพี่เลี้ยงคอยให้คำแนะนำตามความจำเป็น หลังจากเดินเสร็จแล้วทุกคนบอกว่ารู้สึกผ่อนคลาย และสงบสบาย
“อนุโมทนาสาธุ ” บางครั้งคนเราก็ต้องอิงแอบอาศัยธรรมชาติในการช่วยจัด ปรับสมดุลให้กับจิต และกายเช่นกัน นับได้ว่าในวันนี้ การฝึกสติด้วยรูปแบบวิธีที่หลากหลาย ทำให้ผู้เข้าฝึกอบรมก็ได้เรียนรู้วิธีที่จะนำไปใช้ต่อไป ในชีวิตประจำวัน
            ส่วนช่วงค่ำนั้นสำหรับคนที่รับศีล 5 ก็จะมีอาหารเบา ๆรับประทานตอน 18.00 น. แล้วทุกคนก็มาพร้อมกัน เวลา 19.00 น. เพื่อทำวัตรเย็น ฟังธรรมและช่วงถาม-ตอบ คำถามในวันนี้ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการทำสมาธิ ซึ่งหลวงแม่ได้บอกว่าเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการทำสมาธิ คือ ช่วงเช้า เพราะเราได้พักผ่อนมาเต็มทีแล้ว และยังไม่มีอารมณ์มากระทบมากนักหลังจากนั้นก็
แยกย้ายกันไปพักผ่อนตามอัธยาศัย
              เช้าวันที่ 30 วันนี้หลังจากการทำวัตรเช้า ฟังธรรม นั่งสมาธิ แล้วก็พากันไปศึกษาเรื่องของพระอรหันต์เถรีในสวนสมใจนึกประจำทิศทั้ง 8 คือ
        ทิศบูรพา     พระนางมหาปชาบดีโคตมีเถรี    เป็นเลิศด้านผู้รู้ราตรีนาน
       
ทิศอาคเนย์  พระกีสาโคตมีเถรี                   เป็นเลิศด้านครองจีวรเศร้าหมอง
          ทิศทักษิณ    พระนางเขมา                          เป็นเลิศด้านทรงปัญญา
          ทิศหรดี        พระปฏาจรา                           เป็นเลิศด้านวินัย
          ทิศประจิม    พระธัมมทินนา                        เป็นเลิศด้านการแสดงธรรม
          ทิศพายัพ     พระกุณฑลเกสี                        เป็นเลิศด้านขิปปาภิญญา
          ทิศอุดร        พระอุบลวรรณา                       เป็นเลิศด้านอิทธิฤทธิ์
         
ทิศอิสาน      พระนางภัททา กัจจานา             เป็นเลิศด้านมหาอภิญญา

      และประวัติการเรียนรู้ธรรมและ  การบรรลุธรรมขององค์ทำเอาเด็กวัดหลายคนทั้งไทย ทั้งเทศ  น้ำตาซึมไปด้วยความซาบซึ้ง และชื่นชมการเห็นทุกข์ การเผชิญทุกข์ และการผ่านทุกข์ของแต่ละองค์ แล้วเดินจงกรมบนยอดหญ้ายามเช้าโดยลำพังกัน ก่อนที่จะรับประทานอาหารเช้า
           เนื่องจากช่วงเช้าได้ฟังเรื่องราวของพระอรหันต์เถรี จึงมีบางท่านต้องการฟังเรื่องของพระนางยโสธราเถรีโดยละเอียด หลวงแม่จึงเมตตาเทศน์ให้ฟัง ทราบว่าขณะนี้ คุณภัทราวดี มีชูธน จะนำไปสร้างเป็นละคร พวกเราก็คงจะได้ชมในไม่ช้า หลังจากนั้นก็มีการฝึกโยคะ นำโดย คุณหมอโอฟีร่า จากแคนาดา เป็นคุณหมอด้านโรคมะเร็งอายุประมาณ 35 ปี สนใจพระ พุทธศาสนา มากกำลังตัดสินใจจะมาเป็น พุทธมามกะ เพราะซาบซึ้งในสัจจะธรรมขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า“ อนุโมทนา สาธุ ” แล้วรับประทานอาหารกลางวัน “ ฝรั่ง ” บางคนไม่กล้ารับประทานคิดว่าไม่ใช่มังสวิรัต เพราะหน้าตาและรสชาติของอาหารนั้น ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าดูน่ารับประทานและอร่อยมาก ทำให้รบกวนกิเลสอย่างเหลือเกิน ตามประสาปุถุชนที่ยังยึดติดอยู่ยามที่เผลอจากสติ ก็ต้องขอขอบคุณ คุณสุวดี คุณแมรี่และคณะ คุณเพชรยุพา คุณจันทร์เพ็ญ และพี่ภานะคะสำหรับอาหารทุกมื้อ “ สาธุ ”
        ช่วงบ่ายก็มีกิจกรรมสร้างชุมชนซึ่งน่าดีใจมาก เพราะหลังจากกิจกรรมนี้เราก็ได้
ชุมชนใหม่ของเราจริง ๆ โดยสมาชิกของชุมชนเราเกิดการเรียนรู้ที่จะยอมรับความทุกข์ ความกังวล ค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของความกลัว ความกังวล และเริ่มต้นที่จะแก้ไข โดยความรัก ความใส่ใจอย่างจริงใจของสมาชิกในชุมชนด้วยกัน เป็นผู้สนับสนุนกันและกัน บางกลุ่มก็เดินเรียนรู้ธรรมชาติในสวน บางกลุ่มก็จับเข่าคุยกันถึงวิธีคิดวิธีดำเนินชีวิต เพื่อเป้าหมาย คือการมีวิถีชีวิตที่เบาขึ้น
บางกลุ่มก็ปั้นดิน จากนั้นก็ดื่มน้ำปานะ อาบน้ำชำระร่างกาย ทำวัตรเย็น ฟังธรรม นั่งสมาธิ  ช่วงถาม-ตอบ วันนี้ประเด็นส่วนใหญ่ จะเป็นการเรียนรู้จากธรรมชาติในสวนแล้วเห็นธรรม เข้าใจธรรม นำมาปรับใช้กับตัวเอง และการปฏิบัติตนต่อสังคม อีกประเด็นก็คือ การแบ่งปัน ความรัก ความเอาใจใส่ ด้วยความจริงใจ ต่อกันของกลุ่มสามารถทำให้สมาชิกในกลุ่มเกิดการเรียนรู้ และเดินตาม อันเป็นสิ่งสวยงามเพราะทุกครั้งที่มีการแบ่งปัน ผู้ให้ก็ได้เป็นผู้รับและผู้รับก็ได้เป็นผู้ให้เช่นกันก่อนนอนคืนนี้หลายคนบอกว่าเวลาผ่านไปเร็วจัง พรุ่งนี้ก็ต้องกลับแล้ว แต่ก็มีบางคนแอบคิดถึงลูก เป็นห่วงสามีบ้างเหมือนกัน ล้วนเป็นความงดงามบนความต่าง
               เช้าวันที่ 31 ก็มีกิจกรรมเหมือน 2 วันที่ผ่านมา แต่ที่น่ายินดีก็คือ วันนี้ผู้เข้าฝึกอบรม เหมือนผลไม้ที่สุกงอมได้ที่แล้วพร้อมเก็บเกี่ยว ดังนั้นเมื่อหลวงแม่ให้ธรรมะเรื่องพรหมวิหาร 4 เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา และอริยสัจ 4 ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค จึงเกิดการเรียนรู้ และเข้าใจ อย่างน่าอัศจรรย์ และกิจกรรมช่วงบ่ายที่ทุกคนถูกปลุกจิตสำนึกของการต้องรักตัวเองให้เป็น จึงจะรักคนอื่นเป็นก็เกิดขึ้น จากนั้นคุณเรณู เป็นผู้สาธิตการสั่งจิตใต้สำนึกของผู้เข้าร่วมกิจกรรม ให้คิดว่าสิ่งของนั้นหนักมากคนที่ยกไม่ได้ขณะที่สิ่งของเดียวกัน แต่เมือสั่งจิตใต้สำนึกว่า เบา ก็กลับยกได้อย่างสบายทำเอาหลายคน ต้องเตรียมคำสั่งจิตใต้สำนึกของตนให้ดี เพราะได้ประจักษ์แล้วจากกิจกรรมนี้ว่า เราเป็นเช่นที่เราคิดได้จริง ๆ อย่างนี้เองที่พระพุทธองค์จึงได้บอกพวกเราให้ คิดดี พูดดี ทำดี
             ในฐานะพี่เลี้ยงกลุ่มฉันสังเกตเห็นว่าในช่วงแรก ๆว่ามีบางคนยังคงเต็มไปด้วยความกังวล ความครุ่นคิดกับภาระที่อยู่ในใจ ฉันจึงตั้งใจที่จะผูกมิตรกับเขาเผื่อว่า “เพื่อน” จะวางมันลง และเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ในช่วงเวลานี้ ได้อย่างเต็มที่ ส่วนใหญ่การผูกมิตรเป็นไปด้วยดี แต่ก็มีบางคน ที่อาจเป็นเพราะ เขาไม่ชินกับวัฒนธรรมไทย จึงทำให้เขาปฏิเสธด้วยภาษาพูด และ ภาษากายที่รุนแรง แต่ก็ไม่มีอะไรที่จะต้านทาน ความตั้งใจมั่นที่จะแสดงความปรารถนาดีต่อกัน โดยใช้ความสุภาพเป็นตัวประสาน แล้ว “เรา” ก็เปิดใจของตนเอง พร้อมสำหรับการเรียนรู้จากกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน
               หลายคนอาจจะสงสัยว่ากิจกรรมนี้เป็นการฝึกสมาธิ แต่ทำไมต้องเรียนรู้กิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน เหตุผลก็คือ มนุษย์เรามิได้ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกนี้โดยลำพังทุกคน การกระทบกันเป็นทั้งเหตุ และ ผล เป็นวงจรต่อเนื่องกันไปตลอด แม้แต่กาย กับ ใจ ของเราก็ต้องอิงแอบอาศัยกัน จะพัฒนาเพียงสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยลำพังนั้นไม่เพียงพอ หากแต่ละคนมีสันติในใจในการดำเนินชีวิตได้ ก็ย่อมสามารถส่งต่อพลังงาน แบบเดียวกันนี้ไปยังผู้ที่อยู่แวดล้อมต่อ ๆ กันไปเป็นทอด ๆ สังคมนั้น ๆ ก็ย่อมมีความสงบสุขได้โดยไม่ยากนัก ซึ่งการเล่นเกมส์และการทำกิจกรรมร่วมกัน ช่วยเสริมสร้างการเรียนรู้ตรงนี้ได้มาก เรามีกิจกรรมทุกวัน ช่วงบ่ายหลังอาหารกลางวัน ทุกกิจกรรมที่ผ่านไปในแต่ละวัน ผู้เข้าร่วมอบรม แต่ละคนต่างก็ได้เห็นตัวตนของตนเองที่ปฏิบัติต่อตนเอง และสังคมในสถานการณ์ต่าง ๆ กัน เกิดการเรียนรู้ที่จะพัฒนาตนเองต่อไป นอกจากการสรุปผลการเรียนรู้จากกิจกรรมแล้ว ธรรมะที่หลวงแม่ให้จะสอดคล้องกับการนำไปใช้เมื่อเรากลับไป ดำเนินชีวิตประจำวัน ผู้เข้าร่วมทุกคนชอบกิจกรรมมาก แม้แต่บางคนที่มองว่าเป็นเรื่องแบบเด็กๆ ในช่วงแรก แต่เมื่อถึงวันสุดท้าย กิจกรรมก็กลายเป็นสิ่งหนึ่งที่ผู้เข้าร่วมประทับใจ เพราะการได้ฝึก ใช้สติ สมาธิ ปัญญาในการแก้ปัญหา และการที่ต้องมีร่างกายที่สมบูรณ์ ที่สำคัญ “กลุ่ม” การทำงานเป็นทีมอย่างมีความสุข คือ เป้าหมายของทุกคน
            สุดท้ายนี้ ฉันปลื้มใจมาก และ กราบขอบพระคุณหลวงแม่ธัมมนันทา ที่กรุณาให้ฉันได้มีโอกาสเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมครั้งนี้ ทำให้ฉันมั่นใจยิ่งขึ้นว่า ความสุขของคนมาจากภาวะภายใน โดยมีสิ่งแวดล้อมภายนอกเป็นปัจจัยประกอบ หากเราฝึกฝนภายในของเราให้มั่นคงแล้วปัจจัยภายนอกก็ทำให้สั่นคลอนได้ยากขึ้น คนทุกคนมีความพร้อม สำหรับการฝึกฝนแบบนี้ หากเพียงแต่เรามี ความเมตตา กรุณา ไม่โกรธ ไม่มีอคติ ไม่ตัดสินกัน เพราะทุกลมหายใจของเรา ล้วนเป็นลมหายใจเดียวกัน

                                หนึ่งในความรู้สึกประทับใจ
                      ของ Chirst คนต่างชาติที่เข้าร่วมอบรม
                        หลักสูตรพุทธสาวิกาภาคภาษาอังกฤษ

        ขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง สำหรับการจัดให้มีช่วงเวลา “ การท่องเที่ยวภายในกาย ” ที่งดงามเหนือกว่าธรรมดา ดิฉันเป็นคนที่เดินทางท่องเที่ยวมารอบโลก แต่นี่เป็นการท่องเที่ยว
แบบใหม่สำหรับดิฉัน ดิฉันสวดอ้อนวอน ให้ดิฉันสามารถรักษาการประทับรอยยิ้มบนใบหน้าได้ตลอดชีวิตของดิฉันตามที่ท่านได้สอนไว้ มันเป็นทัศนคติต่อการดำเนินชีวิต ไม่ว่าเราจะมีความคิดเชิงบวกหรือไม่มี บางครั้งบทเรียนชีวิตถ้ามันโหดร้ายพอก็สามารถทำให้เราปฏิเสธที่จะรับคำท้าของชีวิต ซึ่งนี้คือ สิ่งที่เราพึงระวังหลีกหนี ต้องมีทัศนคติเชิงบวกอยู่เสมอ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ยากกว่าที่จะทำ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ ถ้ามีใครคนหนึ่งทำลายแผนการชีวิตของเรา เราควรจะเกลียด และโทษว่าทุกสิ่งที่ย่ำแย่เกิดขึ้นเพราะคนคนนั้น แล้วความคิดเช่นนี้ก็ทำให้เกิดวงจรความชั่วร้าย ซึ่งยากที่จะหาออก
         ท่านสอนให้ดิฉันได้เห็นว่ามันไม่จำเป็นจะต้องเป็นแบบนี้ และ มันมีทางออก ขอเพียงแต่ให้ดิฉันอ้อนวอน และ ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่มี หลายสิ่งหลายอย่างที่ดิฉันมี แต่ไม่เห็นคุณค่า เช่น ความเยาว์วัย หรือสุขภาพที่ดี เมื่อดิฉันตื่นมาทุกเช้าก็สามารถที่จะมี วันใหม่รอดิฉันอยู่ ธรรมชาติ ผู้คน สรรพสัตว์ ต้นไม้ใบหญ้า ท้องฟ้า พระอาทิตย์ สายฝน ทุกอย่างรออยู่ที่นั้น และ ทุกสิ่งก็เป็นเรื่องของการนำทางจากภายใน
          ผู้หญิงที่อยู่ในกลุ่มปฏิบัติ โดยเฉพาะกลุ่ม ที่โดดกิจกรรมช่วงบ่ายเพื่อพูดคุยกับดิฉันซึ่งเป็นบ่ายที่พิเศษ เป็นประสบการณ์ที่งดงามยิ่งของดิฉัน ทุกคนเป็นคนไทย ไม่แม้แต่จะเป็น คนภูมิภาคเดียวกับดิฉันแต่ทุกคนฟังปัญหาของดิฉันอย่างตั้งใจ ทำให้ดิฉันต้องจริงจังกับการพูดคุย แม้ว่าขณะนั้นฉันจะมองโลกในแง่ลบ และเต็มไปด้วยความเกลียด ( โกรธ ) ! 
        และที่ร้ายยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ดิฉันไม่อยากแม้แต่จะมาเข้ากลุ่ม ดิฉันออกไปนั่งเขียนบันทึกในสวนอันสงบของท่าน และขี้เกียจเป็นอย่างมากที่จะลุกขึ้นไปรวมกลุ่ม แล้ว
“ นกยูง ” ก็มาเรียกดิฉันให้เข้าไปกลุ่ม สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตเกิดขึ้นกับเราได้ในขณะที่เราไม่ได้ตั้งตัว ราวกับว่านางฟ้าส่งของขวัญอันล้ำค่ามาให้ในชั่วขณะนั้น สิ่งเดียวที่เราต้องทำก็คือ รับเอาไว้
            ขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง และ ดิฉันก็ได้เห็นอีกด้านหนึ่งของประเทศไทย หลังจากที่ดิฉันได้ใช้ชีวิตในประเทศไทยมามากกว่า 3 ปี เป็นครั้งแรกที่ฉันได้มีโอกาสใกล้ชิดกับคนไทย ก่อนหน้านี้ดิฉันไม่ค่อยมีประสบการณ์ที่ดีนัก ดิฉันสูง และ ไม่ใช่คนเอเชีย ผู้คนบนท้องถนน หรือ คนขับแท็กซี จะปฏิบัติกับดิฉันแบบ “ ฝรั่ง ” อยู่เสมอ พวกเขามองดูฉันแล้วคงอยากจะพูดว่า
             “โอ ! ดูเธอสิ ดูน่าตลกจัง” และบางครั้งเขาก็พูดอย่างนั้นจริงๆ ทำให้ฉันรู้สึกเสียใจมากหลาย ๆ ครั้ง จึงใช้เวลากับคนตะวันตกอยู่เสมอ ท่านเห็นไหมว่าดิฉันได้รับของขวัญอะไรบ้างในครั้งนี้ สิ่งนั้นก็คือ “การอวยพร” มันมากเหลือเกินที่คนตะวันตกสามารถเรียนรู้ได้จากคนไทย มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ แม้ว่าฉันจะจากประเทศไทยไปในเร็ว ๆนี้ และมันเป็นการก้าวที่ยากมากของดิฉัน ด้วยดิฉันค่อนข้างกลัวกับอนาคตที่จะมาถึง ดิฉันจะกลับมาที่นี่เสมอ เพื่อเรียนรู้วิถีชีวิตแบบใหม่ และ พุทธศาสนา
                                           ขอขอบคุณ เป็นอย่างยิ่ง. สวัสดีปีใหม่.

          
            
สนใจสมัครโปรดแจ้งไปที่ web broad

       ประมวลภาพการจัดอบรมคอร์ส 3 วันหลักสูตรพุทธศาสนาภาคภาษาอังกฤษ ในระหว่างวันที่ 29-31 ธันวาคม 2545


คุณเรณู มีชนะ ให้เกียรติเป็นวิทยากร ให้การอบรมเรื่องการนวดเพื่อสุขภาพ

 



เกม
“ทะเลพลิก” หนึ่งในกิจกรรมเพื่อฝึกการสร้างพลังความสามัคคีในหมู่คณะ


คณะผู้เข้าร่วมอบรมหลักสูตรภาษาอังกฤษจำนวน 20 ท่าน


Dr. Ophira Ginsburg (คนซ้าย) แพทย์หญิงจากแคนาดา ร่วมอบรมหลักสูตร 3 วัน
วันอาทิตย์ วันพระวันสำคัญ อบรมพุทธสาวิกา อบรมยุวพุทธสาวิกา การบวชภิษุณี หลักสูตรพุทธศาสนา บ้านพักใจ




สถานที่ติดต่อ
  วัตรทรงธรรมกัลยาณี
เลขที่  195  ถนนเพชรเกษม  ต. พระประโทน
อ. เมืองฯ  จ. นครปฐม   73000
โทร. (034) 258-270  โทรสาร (034) 284-315
ติชม  chatsumarn@hotmail.com